OPINION

การฆ่าตัวตาย ประเด็น Sensitive ในสังคมทุกวันนี้

อรภา พิชัยกุล
4 ม.ค. 2561
เหตุการณ์ทุกวันนี้เราอาจจะพบเห็นข่าวการฆ่าตัวตายมากมายอันน่าสลดให้ได้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง และเหมือนว่าจะถี่ขึ้นทุกที มันน่าเศร้ามากสำหรับเราเมื่อได้ฟังหรือได้เห็นข่าวนี้ในทุกๆครั้ง  ซึ่งแน่นอน มีคนมากมายเห็นใจ เศร้าใจ และรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์เหล่านี้อยู่ตลอด ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คงไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจและพยายามทับถมคนเหล่านั้น ทั้งๆที่เขาได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ซึ่งน่าเศร้าใจกว่ามาก เราอาจเห็นได้ทั่วไปหรือตามโซเชียล ซึ่งก็อาจจะไม่แปลกถ้าหากพวกเขาไม่ได้เข้าใจผู้คนที่คิดฆ่าตัวตาย เพราะเขาไม่เคยอยู่ในจุดๆนั้นมาก่อนนี่หน่า  ซึ่งถ้าคุณไม่เคยอยู่ในจุดนั้น อาจเอาตัวเองไปเปรียบเทียบความรู้สึกความนึกคิดอันแสนเจ็บปวดของพวกเขาคงไม่ได้หรอกมั้ง คนเราสภาวะจิตใจอาจเข็มแข็งไม่เท่ากัน และเราก็เจอสถานการณ์ไม่เหมือนกันในแต่ละคนหรือในแต่ละชีวิตนี้ อย่างคำพระท่านว่า คนจนก็มีทุกข์แบบคนจน คนรวยก็มีทุกข์แบบคนรวย จะคนแบบไหนเราต่างล้วนมีทุกข์ในแบบของตัวเองทั้งนั้น อย่าได้เอามาเปรียบเทียบกันเลยว่าใครเล็กใครใหญ่กว่ากันปัญหาที่เราเผชิญ เพราะประเด็นคือเราเกิดทุกข์ทุกแล้ว เราจะต้องเผชิญและจัดการปัญหาอย่างไรต่อไป

บทความนี้ไม่ได้มีการสนับสนุนให้ใครฆ่าตัวตายแต่อย่างใด แต่อยากให้เห็นอีกมุมนึงว่าคนเหล่านั้นน่าสงสารเพียงใดเขาต้องเจ็บปวดมากเพียงไหน กว่าจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ดีกว่าหรือไม่ที่เราจะเก็บคำต่อว่าพวกเขาเหล่านั้น เช่น “ทำทำไม” “ ไม่กลัวบาปหรือไง” “อ่อนแอคิดได้แค่นี้หรอ”  “สู้สิ แค่นี้ก็ยอมแพ้” ให้เปลี่ยนเป็นการยื่นมือเข้าไปช่วยพวกเขาดีกว่าไหม? คนบางคนที่อยากจบชีวิตตัวเอง อาจเกิดจากการรู้สึกไม่เหลืออะไรแล้ว รู้สึกไม่เหลือคุณค่าในตัวเอง และไม่รู้จะหันหน้ามาพึ่งใครได้อีกต่อไป แต่ถ้าคุณเป็นมือหนึ่งที่ยื่นเข้าไป รับฟัง ปลอบโยน ให้กำลังใจ พวกเขา คุณอาจคือคนที่ช่วยชีวิตคนคนหนึ่งไว้เชียวนะ

ณ วันหนึ่งที่สนามบินแห่งหนึ่ง ฉันนั่งรอรับญาติที่กำลังเดินทางมาจากประเทศ มีพนักงานไม่ทราบว่าจากร้านค้าไหน เดินมาทานข้าวบริเวณใกล้ๆกับฉัน แล้วพูดขึ้นมาว่า “วันนี้มีคนมาโดดตึกที่สนามบินอีกแล้ว” เพื่อนของเธอตอบทันทีว่า “อีกแล้วหรอ ทำไมต้องมาโดดที่นี่อีกแล้ววะ” ตอนนั้นเราก็นั่งฟังอยู่ จากนั้นเพื่อนสาวอีกคนกลับพูดคำคำนึงที่น่าตกใจมากขึ้นมาว่า “โดดไปเลยอีพวกนี้ คิดได้แค่นี้ กูก็สนับสนุนให้พวกมึงตายๆไปเลย โดดไปเลยจ้า” แล้วเพื่อนสาวก็นั่งหัวเราะกัน แถมยังพูดต่อ ย้ำประโยคเดิม อยู่อีกรอบสองรอบ ทำนองว่า “คิดได้แค่นี้ ก็ตายไปเลย” สำหรับเรามันน่าตกใจและเศร้าใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นคนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ออกมา หากมองดูให้ดูคนเหล่านี้แท้จริงแล้วเขาอาจจะไม่ได้อยากตายแต่เขาเจ็บปวดเหลือเกินจากภายในจิตใจ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามที่ผ่านมาในชีวิตเขา เมื่อเราพบว่ามีคนฆ่าตัวตายจากสาเหตุเหล่านี้ หรือโรคซึมเศร้าอะไรก็ตาม สิ่งที่เราควรตระหนักต่อไปคือ เราควรหวังที่จะให้มันเกิดขึ้นน้อยลง และดูแลคนรอบข้างให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับคนใกล้ตัว และถ้าหากทุกคนทำได้ สังคมก็อาจลดจำนวนของผู้ที่เจ็บป่วยทางใจลง เพราะพวกเขายังมี เพื่อนที่ดี ครอบครัวที่ดี ที่ยังอยู่เป็นกำลังใจให้กับเขา นี่คือสิ่งที่เราหวังจะเห็นจากสังคม เมื่อเจอกับข่าวการฆ่าตัวตาย ต้องไม่ใช่การทับถมถึงคนคนหนึ่งที่คิดสั้น มันไม่เกิดประโยชน์เลย หรือการมองว่าเขาเป็นตัวปัญหา หรือด่าทอเขา คิดเช่นนี้ไม่ทำให้เกิดการแก้ปัญหาและยังสะท้อนถึงจิตใจอันโหดร้ายของพวกเขาเหล่านั้นอีกด้วย มนุษย์ควรเห็นใจและพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยดูแลกันให้ดีขึ้น ไม่ใช่ให้แย่ลง ลองนึกว่าถ้ามีคนที่คอยพูดเช่นตลอดเวลา สังคมจะเป็นอย่างไร บางคนอาจบอกว่าไม่ใช่ธุระอะไรที่จะต้องมาเห็นใจต่อคนที่คิดได้เพียงแค่นี้ อยากให้คนพวกนั้นจำคำนึงไว้ว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากบรรทัดฐานของตัวเอง คนเรามีทุกข์ ทุกข์อาจแตกต่างกันไปเราเปรียบเทียบเรื่องของเรากับเรื่องของเขาไม่ได้ ถึงเราจะไม่เข้าใจในความนึกคิดของคนที่คิดอยากจบชีวิตหรือสภาวะทางจิตใจของเขา แต่อย่าลืมว่าเราก็สามารถเป็นบุคคลที่คอยเคียงข้างเขาได้ในวันที่อ่อนแอ การคนคนหนึ่งที่จะต้องมาจบชีวิต กับการยื่นมือของคุณเข้าไปในวันนั้นเพียงเล็กน้อยหรือมากมายก็ตามมันอาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้เลยนะ อย่าได้มองข้ามไป กำลังใจสำคัญอย่าลืมดูแลคนรอบข้างและคนในครอบครัวให้ดีละ สิ่งเล็กๆใกล้ตัวที่คุณทำอาจยิ่งใหญ่และรักษาชีวิตใครไว้อีกหลายคนอย่างไม่น่าเชื่อ
About the Author
อรภา พิชัยกุล (ปั๊น)
Art , Films , Music , Singing , Acting , Make-Up ,Traveling , Philosophy and Psychology are all my passions.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
พอเข้าเลขสาม คนรอบข้างและสังคมที่อยู่ก็เปลี่ยนไปจากเดิม รวมถึงบทสนทนาในมื้ออาหาร แม้แต่มื้อธรรมดาก็เปลี่ยนไป ทำให้คนรอบข้างที่เคยเป็นเพื่อนหรือคนวัยเดียวกัน ถูกขยายวงกว้างให้เราได้พูดคุยกับคนที่โตกว่า ทั้งในบทบาทการทำงาน
ด้วยเหตุที่คนเป็นสัตว์สังคม ทำให้คนเรามักมีพฤติกรรมทำตามๆกัน ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการทำตามกันโดยไม่คิด การตัดสินใจของคนทั่วไปมักจะดูอาการคนอื่นก่อน ถ้าคนส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็จะว่าตามกัน