OPINION

ถ้าไม่ได้ ต้องตายแน่ : เรื่องของ scarcity mindset

สุรพร เกิดสว่าง
29 ก.ค. 2562
ปกติแล้ว ความกังวลว่า “จะไม่มี” มักจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนเราพยายามทำงานสำคัญให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เงิน เวลา สิ่งของ สุขภาพ ในทางตรงข้าม ความรู้สึกว่า “มีไม่จำกัด” กลับจะทำให้คนเราไม่รีบร้อน ยังไม่อยากทำ และในที่สุด ก็ไม่ได้ลงมือทำ
 
จากการศึกษาพบว่า ในการประชุมส่วนใหญ่ จะมาได้เนื้อหาสาระก็ตอนครึ่งหลัง เพราะทุกคนเห็นว่าเวลากำลังจะหมดเลยรีบเข้าประเด็น หรือ ผู้ชายที่เที่ยวบาร์ จะรู้สึกว่าผู้หญิงที่มาเที่ยวสวยขึ้น น่าสนใจขึ้น ก็ตอนที่บาร์ใกล้จะปิด ส่วนผู้หญิงก็มักจะมีคนมาพูดคุยตอนบาร์ใกล้ปิดเช่นกัน หรือ พบว่า ปีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรู้สึกดีที่สุดคือปีสุดท้าย หรือ คนที่ดำเนินชีวิตมาถึง 40-50 ปี ที่เรียกว่าช่วง midlife ก็จะมีพฤติกรรมที่เร่งรีบใจร้อน มากกว่าคนอายุน้อยกว่า เพราะลึกๆรู้ว่า เวลาชีวิตเริ่มเป็นขาลง และเวลาเหลือไม่มากเหมือนเดิมแล้ว
 
ที่เป็นอย่างนี้เพราะ ธรรมชาติปกติของมนุษย์มักจะกังวลในการสูญเสีย สิ่งใดก็ตามที่เราเห็นว่า กำลังจะหมดไป สิ่งนั้นจะมีค่าเพิ่มขึ้นมาในทันที
 
แต่ความกลัวเช่นนั้น อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่พลาดได้ ถ้ายกระดับกลายเป็นความตระหนกหรือ panic
จากพลังที่ผลักดันให้เกิดความพยายาม กลายเป็นพลังที่ทำลายความตั้งใจ ทำลายโอกาสแทน
 
สภาวะที่ใจเราคิดกังวลหมกมุ่น อยู่กับความกลัวว่าจะไม่มีนี้ เรียกว่า “scarcity mindset”
 
scarcity mindset เป็นปัญหาหนักสำหรับคนที่ตั้งใจมาก มีความมุ่งมั่นสูงพร้อมไปกับความกังวลหนัก โดยตกอยู่ในภาวะที่เครียดหนักเหมือนกับดักที่ไม่มีทางออก กลายเป็นปัญหาที่แก้เท่าไหร่ก็ไม่ตก เป็นว่า “ยิ่งต้องการมาก กลับจะยิ่งไม่ได้”
 
ในขณะที่คนที่มุ่งมั่น แต่ไม่ได้ถึงขนาดเอาเป็นเอาตาย ดูไม่กังวลหนัก ทำไจเผื่อใจไว้ให้ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้ และอยู่ใน mode ที่ relax กว่า กลับไปถึงจุดหมายได้ 
 
ที่แย่ไปกว่านั้น คนที่กำลังมี scarcity mindset อย่างแรง มักทำในสิ่งตรงข้ามกับที่กลัว และนี่เป็นพฤติกรรมปกติเสียด้วย 
 
บางคนที่กลัวว่าไม่มีเงินพอจ่ายหนี้หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ มักคิดว่าจะกู้ที่ไหนดี มากกว่าจะคิดว่าทำอย่างไรจึงจะมีรายได้เพิ่มดี เพราะการกู้แก้ปัญหาเงินขาดได้ฉับพลัน ถึงแม้รู้ว่าจะทำให้เป็นหนี้มากขึ้นไปอีก หรือ คนที่ใจร้อนอยากผอมอย่างแรง ยอมอดอาหารแบบ crash diet ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนต้องกลับมากินเยอะกว่าเดิม ลงท้ายที่อ้วนกว่าเดิมในที่สุด หรือ คนที่กลัวว่า ไม่มีเวลาพอจะทำงานให้เสร็จ ก็มักจะหาวิธีประวิงเวลา ขอเวลาเพิ่ม ผลคือ งานไม่เสร็จจริงๆ หรือ คนที่รู้สึกเหงาจัด มีความระแวงสูง พยายามหาวิธีทดสอบเพื่อ confirm ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือแฟนอยู่เรื่อยๆ ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ยั่งยืน ผู้คนตีจาก
 


นักจิตวิทยาอธิบายว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะ คนที่มี scarcity mindset เกิด “tunner vision” นั่นคือ focus ได้แต่ปัญหาที่อยู่ข้างหน้าเท่านั้น ไม่สามารถมองรอบๆเลยไปถึงภาพรวมได้ และต้องการหาทางออกเพื่อระบายความเครียดหนักในเดี๋ยวนั้น จึงมักจบลงด้วยการแก้ปัญหาแก้ระยะสั้นที่ให้ผลทันใด แต่ส่งผลเสียในระยะยาว  ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้นไปอีก และนั่น เป็นที่มาว่า ทำไมปัญหา scarcity mindset ถึงเป็นปัญหาที่น่าห่วงยิ่ง เพราะเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยจบสิ้น เอาแต่วน loop อยู่อย่างนั้น
 
และนั่นเป็นคำตอบด้วยว่า ทำไมคนที่มีความปรารถนาอย่าง extreme มีความตั้งใจสูง ทุ่มสุดตัว กลับไม่ได้ไปไหน วนอยู่กับที่ วันเวลาผ่านไปก็ยังอยู่ที่จุดสตาร์ท หรือไม่ก็แย่กว่าเดิม
 
นอกจากนั้น scarcity mindset ยังมีผลต่อสติปัญญา โดยทำให้ความสามารถในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาลดลง รวมไปถึง IQ ลดลงอีกด้วย
 
มีการศึกษา โดย Sendhil แห่งมหาวิทยาลัย Harvard และ Eldar แห่ง มหาวิทยาลัย Princeton เกี่ยวกับชาวไร่อ้อยในประเทศอินเดีย ที่วงจรการเกษตรทำให้พวกเขาเป็นทั้ง คนรวย และ คนจน ภายในรอบหนึ่งปี จึงทำให้เป็นตัวอย่างในการศึกษาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี  พบว่า ความรู้สึกว่า มีเงิน หรือ ไม่มีเงิน มีผลต่อสติปัญญา
 
เพราะเมื่อเปรียบเทียบการวัด IQ ของชาวไร่อ้อยหลังการเก็บเกี่ยว (ขายผลผลิตได้ กลายเป็นคนรวยทันที) กับ ในฤดูเพาะปลูก (ใช้เงินที่ได้มาหมดแล้ว เป็นหนี้ กลายเป็นคนจน)  พบว่า IQ หลังการเก็บเกี่ยวหรือตอนรวย สูงกว่า IQ ในฤดูเพาะปลูกหรือตอนเป็นคนจนถึง 13 คะแนน
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนที่อยู่ในสภาพ scarcity mindset ถึงมัก “คิดอะไรไม่ค่อยออก” Sendhil และ Eldar อธิบายสาเหตุของการลดลงของ IQ ว่า มาจาก “mental bandwidth” ที่ลดลง
 
คนที่เจอเรื่องเครียดในแต่ละวัน จะรู้ดีว่าวันไหนเจอศึกหนักมาจากที่ทำงานหรือที่บ้าน แล้วมาเจอกับปัญหากวนใจเพียงเล็กน้อย ก็อาจเกิดอาการเกือบสติแตกได้ ด้วยเหตุว่าสภาพจิตใจเหนื่อยล้าเปราะบางเต็มที ไม่สามารถรองรับเรื่องปวดหัวได้เหมือนกับวันอื่น นั่นคือ วันนั้นมี mental bandwidth น้อยมาก
 
เมื่อ mental bandwidth น้อย จะครุ่นคิดหาทางแก้ไขปัญหาจริงจังอย่างยั่งยืนก็ไม่ง่าย จึงทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปในลักษณะ “ง่ายเข้าว่า” นั่นคือ หนทางใดที่สามารถลดความเครียดได้ทันที จะถูกนำมาใช้อย่างไม่รีรอ โดยไม่จำเป็นว่าวิธีนั้นจะพ่วงปัญหาอื่นต่อมาหรือไม่
 
อย่างเช่น พบว่า ในช่วงที่เงินขาด เกิดความเครียด แทนที่จะประหยัด ชาวไร่อ้อยอินเดียกลับมีอาการใช้จ่ายตามใจตนเอง หรือ impulsive buying และเมื่อเงินไม่พอใช้ ก็หันไปกู้ดอกเบี้ยแพง ส่งผลให้พวกเขายิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีก แต่ในตอนที่มีรายได้เข้ามา โปะหนี้แล้ว พวกเขากลับไม่ค่อยมีอาการนี้ ดูระมัดระวังในการใช้จ่าย สอดคล้องกับอีกงานวิจัยในตะวันตกของ Northewestern U (โดย Christopher Canon) ที่พบว่า คนที่มีอาการเครียดประจำ มักจะช้อปแหลก หรือเกิด impulsive shopping
 
ทำนองเดียวกับการศึกษาอีกชิ้นเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ Eldar กับทีมงานสัมภาษณ์คนที่มาเดินห้างในรัฐ New Jersey ที่สหรัฐ  โดยให้ลองจินตนาการว่า ต้องซ่อมรถที่มีค่าใช้จ่าย 150 ดอลลาร์ จากนั้นทำการทดสอบความสามารถการวิเคราะห์ปัญหา หรือ cognitive test แล้วต่อไปให้ลองจินตนาการใหม่ว่า คราวนี้ต้องซ่อมใหญ่ มีค่าซ่อม 1,500 ดอลลาร์ แล้วทำ test อีกที 
 
ผลปรากฏว่า ในคนที่ฐานะดี ผลการทดสอบออกมาไม่ต่างกัน แต่ในคนที่ฐานะไม่ค่อยดีนั้น  ผลการทดสอบสติปัญญาหลัง imagine ว่าค่าซ่อมแพง ออกมาแย่กว่าตอน imagine ว่าค่าซ่อมถูก อย่างชัดเจน นั่นคือ การไปสะกิดใจทำให้เกิดความกังวลในเรื่องเงิน ทำให้สติปัญญาลดลง
 
มีคำถามว่า ทำไมคนที่มุ่งมั่นขยันขันแข็งบางคน ถึงไปไม่ถึงไหน Eldar ให้คำตอบในเรื่องนี้โดยดูจากเคสของหญิงขายดอกไม้ในตลาดที่เมือง Chennai อินเดีย พวกเธอเป็นคนทำงานหนัก ขยันทั้งวัน ตื่นแต่เช้าและเข้านอนดึก แต่ก็ยังยากจนอยู่อย่างนั้น เพราะถึงแม้จะขายดอกไม้ได้กำไรทุกวัน แต่ก็กู้ยืมดอกเบี้ยแพงวันต่อวันเช่นกัน และเป็นดังนี้มานับสิบปี ทั้งๆที่จากการศึกษานี้พบว่า ถ้าเก็บเงินสะสมในแต่ละวันแม้เพียงเล็กน้อย พวกเธอก็จะสามารถปลด loop หนี้ที่ไม่รู้จบนี้ได้ภายในเวลาไม่นาน
 
Elda ชี้สาเหตุว่า ที่หญิงขายดอกไม้แสนขยัน ไม่สามารถหลุดจากความยากจนได้ ก็เพราะ scarcity mindset ที่ทำให้พวกเธอเกิดเครียด เกิด mental block ไม่สามารถมองไปได้ไกล ทำได้ก็แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ทั้งๆที่ปัญหาจริงก็แก้ได้ ซึ่งพบปัญหานี้ได้ใน คนที่หาเช้ากินค่ำ หรือ คนที่หาทั้งเดือนกินต้นเดือน
 
นอกจากเรื่องเงินแล้ว เรื่องของเวลาก็เช่นกัน พอเวลาไม่ค่อยจะมี ต้องรีบร้อน ความฉลาดของคนเราก็จะลดลงทันใด
 
มีการทดลองกับนักศึกษา Princeton U ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีสติปัญญาดีกว่าคนทั่วไป โดยสุ่มแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่มให้ทำแบบทดสอบ โดย กลุ่มแรกให้เวลา 50 วินาทีในแต่ละข้อ กลุ่มที่ 2 สร้าง scarcity mindset โดยให้เวลาแค่ 15 วินาที โดยทั้งสองกลุ่มนี้ หากใครอยากได้เวลาเพิ่ม ก็สามารถ “กู้ยืมเวลา” ได้ โดยมี “ดอกเบี้ย” คือ 1 วินาทีที่ยืมในข้อนี้ จะไปหักออก 2 วินาทีในข้อต่อๆไป
 
ส่วนกลุ่มที่ 3 ทำให้เกิด scarcity mindset เหมือนกัน โดยให้เวลาแค่ 15 วินาทีในแต่ละข้อ แต่ต่างกันตรงที่ ไม่มี option ให้กู้ยืมเวลาแต่อย่างใด
 
ปรากฏว่า กลุ่มที่ 1 ที่มีเวลามาก ปราศจาก scarcity mindset ไม่ค่อยจะกู้ยืมเวลา และได้คะแนนดี ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ แต่ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มที่ 2 ได้คะแนนน้อยกว่ากลุ่มที่ 3 ทั้งที่มี scarcity mindset เท่ากันกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
 
สาเหตุเพราะ กลุ่มที่ 2 ที่มี option กู้ยืมเวลาได้ ใช้สิทธิ์กู้ยืมเวลาเพิ่ม มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจนเกิด “หนี้เวลาสะสม” ทำให้เวลาที่เหลือทั้งหมดเหลือน้อย จนทำไม่ทัน แพ้กลุ่มที่ 3 ที่ไม่มีสิทธิ์กู้ ก็เลยไม่ถูกกับดักหนี้นี้เล่นงาน 
 
การทดลองนี้ชี้ว่า ขนาดนักเรียน Princeton ที่ว่าฉลาด ยังเกิด mental block มองเห็นการกู้ยืมเวลาเป็น instant solution ลืมคิดถึงผลเสียที่ตามมา จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ในคนทั่วไป scarcity mindset ย่อมจะมีผลทำให้ ความสามารถในการการคิดแก้ไขปัญหาลดลงอย่างแน่นอน  
 
ทั้งหมดนี้ ชี้ว่า หากจะมุ่งมั่นทำอะไรให้สำเร็จ หรือ เป็นห่วงว่าจะสูญเสียสิ่งใดไป สิ่งที่ต้องระวังทีสุดเป็นอันดับแรก คือ “อย่าให้เกิด panic”
 
และวิธีที่ป้องกันความ panic คือ อย่าทุ่มสุดตัว จนไม่เหลือทางออกอื่น ประเภทวางเดิมพันทั้งหมดที่มีลงบนเรื่องนี้ เพราะในสภาพนั้น คนเราจะอดไม่ได้เลย ที่จะ panic เมื่อเกิดปัญหาแม้แต่น้อยนิด และเมื่อ mental bandwidth แทบไม่มีที่ว่างพอ
 
นอกจากนั้นนักจิตวิทยาบอกว่า อยากได้อะไร อย่าใส่อารมณ์ในเรื่องนั้นให้มากนัก เพราะถ้าเราคิดแต่ว่า “ถ้าไม่ได้ ต้องตายแน่ๆๆๆ” เราจะคิดถึงแต่ความล้มเหลว มากกว่าความสำเร็จ
และก็ล้มเหลวเข้าจริงๆ
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หากมีคนเข้ามาถามคุณว่า เป้าหมายของคุณคืออะไร ส่วนใหญ่ไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะไม่มี “เป้าหมาย” นั่นเอง
 
บางคนยอมมีชีวิตคู่ด้วยกันทั้งที่ดูแล้วว่า ไม่มีทางเข้าใจกันได้  แต่ก็ยังทนกันต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความหวังว่า สักวันหนึ่งจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาการนี้เป็นเรื่องของ sunk cost หรือ อาการเสียดายความพยายามในอดีตที่ลงทุนไป