Fandom ต่างจาก “fanship” ตรงที่ fanship เป็นการชอบตัว celebrity หรือ celeb และผลงานเฉยๆ ไม่มีความรู้สึกเป็นหนึ่งในชุมชนคนนิยมcelebนั้น ไม่มี “sense of community” ไม่ได้ร่วมในการสนทนาอย่างออกรสในเรื่องนั้น
ตัวอย่างเช่น Fanship ของ BNK 48 อาจจะติดตามผลงาน ฟังเพลงบ่อยๆ สามารถร้องเพลง หรือเต้นคุ๊กกี้เสี่ยงทายพอเป็น แต่ไม่ได้ติดตามอ่านเรื่องราว ล่าสะสมของที่ระลึก ไปงานจับมือ ตามไปงานปรากฏตัว หรือไป concert เหมือนอย่างคนที่เป็น fandom ทำ และที่สำคัญ สำหรับ fanship แล้ว BNK 48 คือความบันเทิงโปรด แต่ก็จบแค่นั้น ส่วน fandom แล้ว BNK 48 เป็นเสมือน “extension” หรือ ส่วนต่อจากตัวตนของเขา และให้ความสุขอย่างล้นเหลือ เมื่อได้มีส่วนร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับ T-pop วงนี้
Stephen Reysen แห่ง Texas A&M University บอกว่า ความสุขอย่างล้นเหลืออย่างหนึ่งของมนุษย์คือ ความรู้สึกได้ connect หรือแชร์ passion ด้วยกัน อันทีความจำเป็นต่อสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งในโอกาสที่เหมาะที่สุดคือใน event อย่างเช่น การเชียร์กีฬา, concert หรือ การร่วมกิจกรรมทางการเมือง และการที่จะเข้ามีส่วนร่วมแบบถึงใจได้นั้น ก็ต้องเป็นแฟนคลับเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์เฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร
แม้ว่า การเป็น fandom อาจนำมาซึ่งความผิดหวังเจ็บปวดในบางครั้ง อย่างเช่นทีมฟุตบอลโปรดแพ้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนเข็ด หรือถอนตัวจากแฟนคลับ (นอกจากแพ้ซ้ำซากก็อีกเรื่องหนึ่ง) ทั้งนี้เพราะความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมีความสำคัญมากกว่า ให้ความสุขมากกว่าเรื่องแพ้ชนะ เท่ากับว่า เมื่อชั่งใจระหว่าง ธรรมชาติ loss aversion หรือการเลี่ยงความสูญเสีย กับ ธรรมชาติต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม คนเราเลือกอย่างหลังมากกว่า
ผลการศึกษาของ Reysen สรุปว่า คนที่มีกิจกรรม fandom จะมีความรู้สึกชีวิตดีกว่า และชีวิตมีความหมายมากกว่าคนที่ปราศจากกิจกรรมเหล่านี้
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนเราถึงมักเป็น fandom หรือแฟนคลับกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกมีส่วนหรือ belong กับกลุ่มคนที่ถึงแม้ไม่รู้จักเป็นส่วนตัว แต่มีค่านิยมเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมั่นคง เป็นการสนองสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ของการเป็นสัตว์สังคม ที่ต้อง “อยู่เป็นฝูง” ได้อย่างดีเลิศ
common sense บอกเราว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของแฟนคลับคือ celeb อันเป็นศูนย์กลาง ที่เป็นพลังที่เชื่อมโยงสมาชิกทั้งหลายเข้าด้วยกัน หากปราศจาก celeb แฟนคลับนั้นๆ ก็ย่อมไม่เกิด เรียกว่ากลุ่มแฟนนี้จะอยู่หรือตายก็อยู่ที่ celeb ว่า ยังคงคุณสมบัติของผู้ดึงดูดได้มากเหมือนเดิมหรือไม่ หากอยู่มาวันหนึ่ง celeb ทำตัวไม่น่าเลื่อมใส กลายเป็นคนไม่เก่ง ไม่เท่ ไม่เอาไหน ก็เป็นที่เชื่อกันทั่วไปว่า กลุ่มแฟนคลับนั้น จะแตกสลายไปในไม่ช้า
แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น

Galyle Stever นักจิตวิทยาเจ้าของหนังสือ The Psychology of Celebrity บอกว่า celeb หรือศูนย์กลางของ fandom อาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ถึงแม้ในตอนแรกสุด จะมีความสำคัญในฐานะจุดปักหมดหรือ anchor point ให้เกิดแฟนคลับขึ้นมาก็ตาม เธอสรุปว่า “เมื่อแรงเชื่อมโยงถูกพัฒนาไปจนมีความมั่นคงแข็งแรงถึงจุดหนึ่ง ก็จะถึงจุดที่ตัวศิลปินเองกลายเป็นไม่ค่อยจะมีความสำคัญเท่าไหร่”
Stever ชี้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของ fandom จริงๆ อยู่ที่ community หรือชุมชนของคนที่มีความคิดเหมือนกันมากกว่า celeb นั้นเป็นเพียงตัวตั้ง ที่ลดความสำคัญลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ ความรู้สึกผูกพันกันและกันระหว่าง fandom เลื่อนความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเข้ามาแทนที่
ทั้งนี้โดยบรรดา fandom อาจไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเป็นส่วนตัวก็ได้ หรือแม้กระทั่งไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากันแบบ face-to-face ก็ได้อีกเหมือนกัน หรือในหลายเคส ไม่จำเป็นต้องเคยสนนทนา online เลยก็ได้ ต่างคนต่างอยู่ เพียงแต่รู้ว่า มีคนจำนวนหนึ่งที่คิดเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน หรือ crazy เหมือนกัน ก็เพียงพอแล้วที่จะให้ความรู้สึกที่ดี
ส่วน celeb นั้น นานวันขึ้น อาจถอยบทบาทเป็นเพียงจุดอ้างหรือ reference สำหรับ community เท่านั้น ทำนองเดียวกับ งานรื่นเริงทางศาสนา ที่หัวใจอยู่ที่ community และความสนุกสนานของชุมชนที่ได้มีกิจกรรม โดยมีเรื่องของศาสนาเป็นจุดอ้างอิงเพื่อการจัดงานรื่นเริงนั้น เพราะถ้าหากเรื่องของความศรัทธาเป็นหัวใจหลักแล้ว ย่อมไม่ต้องจัดงานก็ได้ เพราะใครๆก็สามารถมาวัดเพื่อไหว้พระเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว ดังนั้น โดยตรรกะ การรวมตัวของ fandom จึงเป็นเรื่องของ community เป็นหลัก
เมื่อธรรมชาติของ fandom เป็นเช่นนี้ ดูเผินๆเหมือนว่าจะไม่เป็นผลดีกับ celeb เสียแล้ว ทำนองว่า ความขลังตัว celeb เองจะลดลงหรือ expire ในไม่ช้า แต่ที่จริงแล้ว ธรรมชาติ community มากก่อน celeb นี้กลับเป็นผลดีต่อ celeb ในระยะยาว
เพราะเท่ากับว่า celeb ไม่ต้องดูแลรักษาความ popular มากเท่าเดิม ไม่ต้องลงทุนโปรโมทตัวเองเหมือนแต่แรก เมื่อ fandom ได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว celeb ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก fandom นั้นได้ไปอีกนาน ตราบใดที่ระวังตัวไม่ให้เพลี่ยงพล้ำในเรื่องภาพพจน์จนเกินไป
และนั่นอธิบายว่า ทำไมนักการเมืองถึงรักษา fandom ทางการเมืองได้ โดยที่ตนเองไม่ต้องเดินสายโปรโมทเหมือนตอนแรกๆ แม้กระทั่งเจ้าตัวหายไปจากหน้าฉากการเมือง fandom ก็ยังอยู่ และดำเนินไปอย่าง auto pilot ด้วยบรรดาแฟนคลับเอง โดยที่นักการเมือง celeb ผู้นั้นไม่ต้องทำอะไรมาก ถือเป็นการลงทุนหนเดียว ที่แสนคุ้ม
นอกจากนั้น fandom ไม่ใช่เป็นเพียงฐานความนิยมที่บ่งบอกถึงอำนาจของ celeb เท่านั้น ยังเป็นเกราะป้องกันภัยฟรีให้กับ celeb นั้นๆอีกด้วย
เราคงคุ้นเคยการออกมาปกป้องนักการเมืองคนโปรดของค่าย fandom ต่างๆกันดี รวมไปถึงการออกมาปกป้องดารานักร้องคนโปรด ศิลปินคนโปรด หรือคนโปรดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่สุภาพไปจนหยาบคาย หรืออย่างสันติไปจนก้าวร้าวขู่ปองร้าย โดยหากมี comment ที่เป็นลบออกมา ผู้ comment นั้นก็จะถูกรุมถล่มทลายจาก fandom อย่างหนัก
และเป็นปกติที่การโต้แย้งจำนวนมากไม่ได้อยู่บนเหตุผลหรือตรรกะใดๆ แต่อยู่บนอารมณ์ที่อ่อนไหวเป็นที่ตั้ง และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมส่วนใหญ่ของการเถียงหรือทะเลาะของ fandom จึงหาข้อยุติยาก ไม่สามารถหาจุดประนีประนอมได้ และทำไมเมื่อมองจากสายตาคนภายนอกจึงดูไร้สาระ
และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมในทัศนะของ fandom การใช้เหตุผลไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องก็ไม่เป็นไร เพราะการแสดงสปิริตต่างหากที่มีความสำคัญอันดับหนึ่ง และเป็นหน้าที่ของ fandom ที่ดี ที่ต้องออกมาตอบโต้
หากมองอย่างเผินๆ การออกมาตอบโต้เช่นนี้คือการปกป้อง celeb ที่เขาศรัทธา แต่อย่างลึกแล้ว ในทางจิตวิทยาชี้ว่า พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อ celeb สักเท่าไหร่ แต่ทำเพื่อตนเองต่างหาก โดยทำไปเพื่อปกป้องอัตตาหรือ ego และความเป็นตัวตนหรือ identity ของตนเอง ที่เอาไปผูกกับ community นั้น โดยมี celeb เป็น reference point หรือจุดอ้างอิง
และนี่คือคำอธิบายว่า ทำไม fandom ถึงไม่รีรอที่จะโจมตีคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างดุเดือด ทำไมถึงใช้อารมณ์ขนาดนั้น เพราะลึกสุดแล้ว เขากำลังทำเพื่อตัวเขาเองนั่นเอง ไม่ใช่เพื่อใครที่ไหน
Nick Brody แห่ง University of Puget Sound ผู้เชี่ยวชาญด้าน cyberbullying หรือ การขู่ปองร้ายในโลกอินเตอร์เนท บอกว่า การโต้ตอบจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากมาจากคน no name หรือคนธรรมดาทั่วไปที่ถือว่าเป็นคนนอกหรือ outsider โดยยิ่งมีการโจมตีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบบพี่น้องพ้องเดียวกันหรือ brotherhood มากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น การที่ใครไม่เห็นด้วยกับ fandom แล้วโพส comment ด่าว่าในโลกโซเชียล ก็จะยิ่งทำให้ความเป็นปึกแผ่นของ fandom นั้นแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก ตรงกันข้ามกับความตั้งใจของผู้โพสอย่างจัง
จึงไม่น่าประหลาดใจ ที่นักการเมืองพยายามสร้าง fandom ไว้เป็นเกราะป้องกันตนเองเมื่อมีปัญหา จะไปหวังแต่ fanship คงไม่ได้ เพราะ fanship อย่างมากก็แค่เอาใจช่วย ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร
ความผูกพันใน community จะยิ่งแรงขึ้นไปอีก รวมถึงการตอบโต้มีความรุนแรงมากขึ้น หาก celeb ศูนย์กลางนั้นมีสถานภาพแบบ ผู้ที่เสียเปรียบ ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือเป็นเรื่องต้องห้าม เรื่องที่สังคมไม่เห็นด้วย หรือสังคมมองว่าแปลก เช่น กลุ่มแชร์ลูกโซ่ กลุ่มที่มีความเชื่อต่างๆ
และนั่นทำให้การออกแบบ fandom ทางการเมือง ลัทธิความเชื่อ หรือองค์กรสีเทาต่างๆ เป็นไปในทาง “us against them” หรือสร้างบรรยากาศการต่อสู้ศัตรู มากกว่าแค่โปรโมทตัว celeb พร้อมกับปรุงแต่งโดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ให้มากเป็นพิเศษ เช่น การเน้นโลโก้อย่างหนัก ศัพท์เฉพาะ ประเพณีหรือ ritual เช่น วิธีการทักทาย การจัด event ภายในอย่างถี่
เมื่อนั้น อาณาจักร fandom นั้นก็จะแรงเป็นพิเศษ และหากแรงมากจนสุดขั้ว ก็จะแปรสภาพเป็น “cult” หรือลัทธิได้ (ถึงแม้โดยทางการไม่บอกว่าเป็น cult ก็ตาม) ซึ่งเมื่อนั้น เหตุผลใดๆไม่มีความหมายอีกต่อไป และมีความเป็นไปได้สูงที่พฤติกรรมของสมาชิกจะออกแนวก้าวร้าวมากกว่าสร้างสรรค์ ความเป็นสมาชิกกับ identiy หรือความเป็นตัวตน แยกกันไม่ออก การหลุดจากการเป็นสมาชิก ทำให้พวกเขาหลุดจากความเป็นตัวตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้เด็ดขาด
และเมื่อนั้น ความมีอำนาจของ celeb ก็จะถึงขั้นสูงสุด ทำอะไรก็ถูกไปหมด ดีไปหมด ในสายตาของสมาชิก บัญชาสั่งการใดๆก็ได้ หลักการหรือจริยธรรมไม่มีความสำคัญอีกต่อไป ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อใคร นอกจาก supreme celeb ผู้นั้นเองและคนใกล้ชิด






