ON LOOKER

เด็กวัย 12 ก็ติดเชื้อเอดส์มาแล้ว

13 ส.ค. 2562
ใครจะไปคิดว่าเด็กก็สามารถเสี่ยงต่อการติดเชื้อร้ายเอชไอวีได้ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ยิ่งในสังคมปัจจุบันความเสี่ยงในการติดเชื้อมีโอกาสเพิ่มขึ้น เรื่องราวของเด็กวัย 12 คนหนึ่ง อันเธอนั้นมีตราบาปอยู่ในใจและความหวาดกลัวเรื่องเชื้อเอชไอวี กระทั่งปัจจุบันเด็กคนนี้ในวัย 20 ปี กล้าที่จะออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อให้โลกได้รับรู้ว่าเอชไอวีสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกเพศทุกวัย

ชีวิตที่ต้องอยู่มาพร้อมกับเลือดบวก อโลมา วัตสัน ในวัยเพียง 12 ปี ตอนนั้น เธอติดเชื้อเอดส์มาจากแม่ของเธอนาม มอลลี ในตอนนั้นหมอวินิจฉัยออกมาว่าเธอติดเชื้อเอดส์มาตั้งแต่ 3 ขวบในขณะที่มอลลีคลอดเธอออกมาปกติและไม่มีอาการแทรกซ้อนในระหว่างคลอดเลย



คำถามคือมอลลีติดเชื้อเอดส์มาได้อย่างไร?
คำตอบคือ ชายผู้เป็นคนรักของเธอนั่นเอง มอลลีมักโดนทำร้ายร่างกายบ่อยครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่เดิมทีมอลลีเป็นคนร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยอะไรมาก่อนหน้าอยู่แล้ว ในขณะที่เธอติดเชื้อ หมอแนะนำมอลลีว่า ห้ามให้นมลูกจากเต้าตัวเองเด็ดขาด! และสำคัญคือวัตสันจะต้องได้รับยาต้านตั้งแต่ยังเป็นทารก ซึ่งนั่นเป็นข่าวร้ายจริงๆสำหรับเด็กแรกเกิดในตอนนั้น แต่พ่อแม่วัตสันนี่แหละที่เป็นคนเลือกให้วัตสันสร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง เพราะทารกหลายคนในเคสเดียวกันที่ได้รับยาต้าน มักจะมีผลค้างเคียงจากยาจำพวกนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้หรือใดๆก็ตาม ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่พ่อแม่เลือกไม่รับยาต้านในตอนนั้นเพราะวัตสันเป็นเด็กที่มีภูมิต้านทานที่แข็งแรง



ในขณะที่เวลาต่อมามอลลีเริ่มออกอาการหลายอย่าง แม้ว่าช่วงหนึ่งจะมีอาการดีขึ้นแต่แล้วก็ทรุดโทรมลง กระทั่งมอลลีจากโลกไปในปี 2001 ขณะที่วัตสันอายุได้ 3 ขวบเท่านั้นในช่วงนั้นครอบครัวเธอย้ายถิ่นฐานจากลอนดอนสู่เมลเบิร์น ก่อนจะย้ายอีกครั้งหลังมอลลีตาย ไปยังเดวอนเชีย วัตสันถูกแพทย์วินิจฉัยว่าติดเชื้อเอดส์ 100% กระทั่งวัตสันต้องตรวจเลือดทุก 3 เดือน แต่ในขณะนั้นด้วยความที่น้องวัตสันยังเป็นเด็ก หมอจะอธิบายวัตสันด้วยภาพการ์ตูนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเธอ และไม่ได้บอกตรงๆว่าเธอเป็นเอดส์ กระทั่งถึงวัย 12 ปีเท่านั้นแหละ ฝันเธอสลายเมื่อได้ยินจากปากหมอเองว่า เธอเป็นเอดส์ วัตสันเล่าว่าเธอกลัวมากเกินจะทนไหว เหมือนกำหนดอนาคตล่วงหน้าได้เลยว่าเธอต้องตายเป็นแน่ มันเหมือนชีวิตวัตสันถูกลิขิตตัดสินไปเสียแล้ว การที่เธอเป็นเอดส์นั้นมีผลกับสภาพจิตใจของเด็กคนหนึ่งอย่างมาก เพราะนอกจากเธอจะรู้สึกว่าตัวเองยากแก่การเข้าสังคมแล้ว ปัญหาโรคที่กระทบจิตใจส่งผลให้เธอต้องเก็บตัวเองเงียบ และเป็นสิ่งที่วัตสันไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดเรื่องบ้าๆนี้ต้องมาเกิดกับเธอ

แท้จริงแล้วความเชื่อผิดๆที่เกี่ยวกับการติดเอดส์ อย่างเช่นการดื่มน้ำร่วมขวด,ดื่มน้ำร่วมแก้ว,กินอาหารร่วมช้อน จะส่งผลให้ผู้อื่นติดเชื้อไปด้วย แต่ในความเป็นจริงยืนยันตามคำแพทย์คือ เชื้อเอดส์ไม่ได้ติดจากน้ำลายนะ แต่อย่างว่านี่ก็เป็นความเชื่อที่ถูกพูดกันมาอย่างยาวนาน และยังคงเชื่ออยู่กันในปัจจุบัน แต่คงไม่ผิดที่คิดจะกลัว ที่ยกเรื่องนี้มาพูดเพราะว่าเชื่อมโยงไปยังเคสของวัตสัน ขณะที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนผู้ปกครองหลายคนที่รู้เรื่องนี้ของวัตสันมักจะเข้ามาถามพ่อของเธอว่า อะไรที่ทำให้คุณปล่อยให้เด็กที่ติดเชื้อเอดส์วิ่งเล่นไปมาและดื่มน้ำร่วมกับพวกเรา และก็มักจะเป็นคำถามที่วัตสันมักเจอคือ “เราดื่มน้ำร่วมกับเธอได้ไหม?” จริงๆมันไม่ใช่ อย่างที่บอกมันไม่แพร่ทางน้ำลาย ขณะวัตสันอายุได้ 15 ปีเธอมีแม่เลี้ยง และความสำคัญของแม่เลี้ยงเธอคือ ไปได้ยินข่าวมาว่า มีการจัดค่ายสมาคมผู้ติดเชื้อเอดส์ในเด็ก โดยค่ายนี้มีการบำบัดพร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์ คัดเลือกเด็กติดเชื้อ 100 คนเข้าร่วมโครงการ ทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้ง 5 วัน แต่ในใจของวัตสันรู้สึกกังวลกับโครงการนี้ เพราะเธอยังคงเชื่อว่ามันไม่สามารถจะเปลี่ยนชีวิตเธอจากด้านมืดสู่ความสว่างได้เลย เด็กที่ติดเชื้อเอดส์มักจะรู้สึกไม่ปลอดภัยไม่ว่าจากครอบครัวตัวเองหรือในที่สาธารณะชน เพราะมันคือตราบาปที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหายและยากที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่



และถ้าหากพูดถึงยาต้านกับวัตสัน อันที่จริงเธอเริ่มมาได้รับยาต้านเมื่อตอน 11 ขวบ โดยยาที่เธอต้องกินคือวันละ 1 เม็ด กินยาแล้วจะช่วยอะไร? แม้ว่ากินยาต้านไปแล้วไม่ได้แปลว่ามันจะตายหายไปในทันที มันยังคงสะสมอยู่ในเลือดแต่ไม่สามารถเติบโตหรือพัฒนาได้ ผลข้างเคียงยามันขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันร่างกายเด็กแต่ละคนด้วย บ้างถึงกับซึมเศร้าไปเลย,อาเจียนออกมา หรือแม้แต่กินอาหารไม่ได้ แต่สำหรับวัตสันโชคเข้าข้างที่เธอไม่ได้รับผลกระทบข้างเคียงจากยา เธอจึงกินยาติดต่อกันต่อเนื่องตามหมอสั่ง แต่ปัจจุบันสภาพจิตใจและทัศนคติของวัตสันในเรื่องนี้ดีขึ้นมาก เธอหยิบยกนำเรื่องนี้มาสรรสร้างเป็นงานแสดง ณ โรงเรียนศิลปะที่เธอเรียนอยู่ จนทำให้หลายคนเข้าถึงความรู้สึกนั้นและร้องไห้ออกมา แต่เธอก็ยังแสดงความเห็นออกมาว่า ทางโรงเรียนก็ไม่ได้ให้ความรู้หรือสอนทั้งหมดเกี่ยวกับเอดส์ พวกเขาสอนเพียงเอดส์ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่เธอติดเอดส์ นี่คือสิ่งที่เธออยากให้ทางโรงเรียนให้ความรู้ในเรื่องนี้กับเด็กให้มากขึ้น และสำคัญที่สุดตอนนี้เธอมีแฟนแล้ว และแฟนก็เข้าใจเธอดี และไม่มีปัญหาการติดเอดส์แต่อย่างใด ก็ตราบใดที่คนรักของเธอไม่นอกใจหรือสำส่อน ไม่จำเป็นต้องกังวลใจอะไรอีกต่อไป ทั้งวัตสันและแฟนหนุ่มสามารถคุยเรื่องนี้กันได้แบบเปิดเผย และเขาเข้าใจกันดีนี่คือสิ่งที่สำคัญและเป็นกำลังใจให้วัตสันได้ดีที่สุด



ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.bbc.com/news/uk-england-devon-48689893
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
โยเกิร์ตเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ที่จะช่วยทำให้ดีต่อสุขภาพ
คนโสดมักมีแนวคิดว่า หนี่งสิ่งที่สำคัญมากๆ ของการมีชีวิตคือการที่ได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ