ON LOOKER

ที่เธอเห็น (ไม่ใช่)แค่ฝุ่นที่เข้าตา แต่เข้าถึงปอดและกระแสเลือด อันตรายกว่าที่คิด

22 ก.พ. 2561
ฝุ่น PM2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เอาง่ายๆเลยคือเล็กกว่า 3% ของเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ที่ว่าเล็กมากแล้วซะอีก ขนจมูกกรองไม่ได้ รวมถึงผ้าปิดจมูกแบบธรรมดา ก็กันไม่ได้เช่นกัน และด้วยขนาดที่เล็กมากเช่นนี้ ฝุ่นจิ๋วนี้จึงสามารถเดินทางเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะได้โดยง่าย และยังเป็นพาหะนำสารอันตรายอื่นๆเข้าสู่ร่างกายด้วย ไม่ว่าจะเป็นปรอท แคดเมียม โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก และยังเพิ่มโอกาสของโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ดังนั้น ฝุ่น PM2.5 จึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือบุคคลที่มีสภาวะทางร่างกายไม่แข็งแรง ส่วนวิธีการป้องกันฝุ่นเล็กจิ๋วนี้ คือต้องสวมผ้าปิดจมูก หรือหน้ากากอนามัย N95 ที่ได้มาตรฐานสำหรับป้องกันฝุ่นขนาดเล็กจิ๋วนี้โดยเฉพาะเท่านั้น

สาเหตุการเกิดของฝุ่นเหล่านี้มาจากหลายอย่าง แต่สาเหตุหลักๆก็คือ การจราจร การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการก่อสร้าง

สำหรับฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครช่วงที่ผ่านมานั้น มีที่มาที่ไปจากเหตุผลข้างต้น ประกอบกับสภาพอากาศในช่วงนั้นที่ค่อนข้างนิ่ง ทำให้การระบายของฝุ่นไม่ดี เห็นได้ชัดจากคำกล่าวของคุณสนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ที่ว่า “กรุงเทพมหานครช่วงที่ผ่านมามีสภาพอากาศนิ่ง การฟุ้งกระจายในแนวราบไม่ระบาย มีลมสงบความเร็วลมต่ำ และการฟุ้งกระจายในแนวดิ่งมีน้อย หรืออีกนัยหนึ่ง การเกิดมีสภาพอากาศเย็นหรืออุณภูมิต่ำที่พื้นดินรวมทั้งมีละอองน้ำหรือหมอกปกคลุมเหนือพื้นดินจำนวนมาก แต่ที่ระดับความสูงขึ้นไปอากาศกลับมีอุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้มลพิษที่พื้นดิน เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารเบนซิน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์  เป็นต้น ที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งมีความร้อนมากกว่าอากาศโดยรอบจะเคลื่อนที่ลอยขึ้น(จากร้อนไปเย็น) ในระดับหนึ่ง แล้วลอยต่อไปไม่ได้เนื่องจากไปปะทะละอองน้ำและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่อุณหภูมิสูงกว่า จึงตกลงมาปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้มีค่ามลพิษเกินมาตรฐานบริเวณริมถนนซึ่งเปรียบเสมือนเอาฝาชีทึบครอบอาหารร้อนๆไว้ ความร้อนก็จะกระจายอยู่ในฝาชีนั่นเอง”

แต่จะว่าไป สาเหตุของฝุ่นละอองที่มาจากธรรมชาติก็มีเช่นกัน ได้แก่ หิน ดิน ทราย หิน เขม่าควันจากไฟป่า และฝุ่นเกลือจากทะเล เพราะฉะนั้น การจะโยนความผิดไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง คงไม่ถูกต้องเสมอไป

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ฝุ่น ตีคู่มากับโรคต่างๆ ยิ่งบ้านเมืองพัฒนา มีความศิวิไลซ์มากขึ้นแค่ไหน มลพิษ และสิ่งตกค้างต่างๆก็จะตามมามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลพิษทางอากาศที่คนเราต้องหายใจเข้าไปทุกวัน โรคที่คนกรุงเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือโรคแพ้อากาศนั่นเอง นอกจากนี้ ในช่วงที่อากาศหรือฤดูเปลี่ยนแปลง กระทั่งช่วงที่ผ่านมาที่สภาพอากาศในกรุงเทพมหานครค่อนข้างนิ่งเป็นพิเศษ เราจึงพบผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้น ซึ่งโรคนี้กับโรคไข้หวัดนั้นไม่เหมือนกัน และมีอาการไม่เหมือนกัน เพราะโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ตัวร้อน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ครั่นเนื้อครั่นตัวร่วมด้วย
 
แต่อาการของโรคแพ้อากาศ หรือที่มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้นั้น คือคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใส แต่ไม่มีไข้และตัวไม่ร้อน ซึ่งแต่ละบุคคลจะมีอาการตอบสนองต่อโรคภูมิแพ้ไม่เหมือนกัน คนที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้จะไม่มีการตอบสนองของร่างกายที่รุนแรงเหมือนคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น เมื่อเขาได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่นฝุ่นละอองต่างๆเข้าไปทางจมูก ร่างกายอาจแสดงออกด้วยอาการจาม น้ำมูกใส คัดจมูก หรือคันจมูก ในบางรายอาจพบอาการคันตา คันจมูกร่วมด้วย

สิ่งที่น่ากลัวของโรคแพ้อากาศ คือ หากเป็นมากๆและปล่อยให้เรื้อรัง อาจทำให้ลุกลามเป็นโรคไซนัสอักเสบได้

อ่านมาถึงตรงนี้ คงได้ข้อสรุปแล้วว่า ฝุ่น โรคภูมิแพ้ โรคเกี่ยวกับหัวใจและทางเดินหายใจรวมถึงไซนัสอักเสบนั้น เกี่ยวข้องกันทั้งหมด หากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในสถานที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงแล้ว ก็ไม่ควรลืมที่จะสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน (เพราะฉีดน้ำใส่อากาศก็ไม่ได้ช่วยนะ) ไม่เช่นนั้น ฝุ่นอาจไม่ได้เข้าแค่ตา แต่ลามไปถึงหัวใจ เส้นเลือด ปอด และส่วนอื่นๆที่สำคัญของร่างกายได้ ด้วยรักและหวังดีจากเจาะใจออนไลน์นะจ๊ะ
 
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/pm25/blog/61132/
http://www.pcd.go.th/info_serv/air_dust.htm
https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi4/fun/fun.htm
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดจะทำให้ร่างกายของเราเผาผลาญอาหารได้ง่าย
แหวนขนาดกะทัดรัดให้คุณสวมใส่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีเซนเซอร์จับอัตราการเต้นของหัวใจ สามารถติดตามผลการออกกำลังกายและการนอนในแต่ละวันได้อย่างแม่นยำ