สื่อดังอย่าง The New York Times กล่าวว่า มีผู้ปกครองจำนวนมากเป็นห่วงถึงการใช้สมาร์ทโฟนจะทำให้พัฒนาการต่างๆ ของลูกๆ แย่ลง ซึ่งในบางครั้ง พวกเขาก็มีความจำเป็นต้องจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูก และหลายๆ ครั้งที่พี่เลี้ยงเหล่านั้นมัวแต่เล่นโทรศัพท์จนอาจละเลยหน้าที่ในฐานะพี่เลี้ยง หรือกระทั่งเป็นตัวอย่างให้เด็กๆ อยากเล่นสมาร์ทโฟนตามไปด้วย
ผู้ปกครองในชุมชนจะมีเว็บบอร์ดออนไลน์ที่เอาไว้คุยกันเรื่องลูกๆ หลายครั้งมักจะมีผู้หวังดีโพสต์ภาพเด็กกับพี่เลี้ยง ที่เห็นชัดว่าพี่เลี้ยงกำลังเล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจเด็กเลย พร้อมคำบรรยายใต้ภาพที่ว่า ผู้ปกครองของเด็กคนนี้อยู่ในบอร์ดนี้ไหม ถ้าอยู่ โปรดรับรู้ว่า พี่เลี้ยงที่คุณจ้างมา มัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ
และนี่คือที่มาว่า ทำไม No-tech contract หรือสัญญาห้ามเล่นสมาร์ทโฟนจึงเกิดขึ้น ถือแม้ว่าตอนนี้ สัญญานี้จะถือเป็นเรื่องใหม่ แต่ก็เป็นที่ได้รับความสนใจในหมู่ผู้ปกครองมาก เพราะภัยจากการใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไปของเด็กๆ ถือเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองให้ความสนใจมาระยะหนึ่งแล้ว
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ปกครองที่ทำงานอยู่ในย่านไอทีชื่อดังอย่าง Silicon Valley ที่เอาจริงเอาจังกับประเด็นนี้มาก ในบางรายถึงขั้นห้ามให้ลูกๆ จับสมาร์ทโฟนเลย หากยังไม่ถึงวัยอันสมควร มีรายงานว่าเจ้าพ่อแห่งเทคโนโลยีอย่าง Steve Jobs, Tim Cook และ Bill Gates ที่ถึงแม้ตนเองจะทำงานกับโลกเทคโนโลยีตลอดเวลา แต่พวกเขาก็มีกฎที่ชัดเจนให้กับลูกๆ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น CEO ของแอปเปิ้ลอย่าง Tim Cook เคยกล่าวว่า เขาไม่อนุญาติให้หลานของเขาเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กใดๆ เลย รวมถึง CEO คนก่อนหน้าอย่าง Steve Jobs ก็เช่นกัน เขาเคยกล่าวไว้ในปี 2011 ว่า ลูกๆ ของเขาไม่ได้รับอนุญาติให้มี iPad ด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสิ่งเหล่านี้
ถึงแม้ว่า ณ ตอนนี้ จำนวนรายงานที่ยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์โดยตรงของการเล่นสมาร์ทโฟนกับการพัฒนาของสมองของเด็กๆ จะยังมีไม่มากก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจริง ผู้ปกครองจำนวนมากยืนยันถึงผลกระทบจริงที่เกิดขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าโลกเทคโนโลยีจะเลวร้ายไปเสียหมด หนึ่งการวิจัยบ่งบอกว่า การใช้โซเชียลมีเดียอย่างพอเหมาะ พอควร จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของช่วงวัยรุ่นตอนต้น และส่งผลแง่ดีกับช่วงวัยรุ่นตอนปลายรวมถึงผู้ที่เริ่มทำงาน มีการศึกษาวิจัยมากถึง 36 ชิ้นที่ถูกตีพิมพ์ใน วารสารวิจัยวัยรุ่นอย่าง Adolescent Research พบว่า แท้จริงแล้ว การใช้โซเชียลมีเดียในคนกลุ่มนี้ จะช่วยให้ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัวในชีวิตจริงดีขึ้นได้ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ การมี Facebook หรือ Line ก็อาจทำให้เราสนิทกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ทำให้เราได้พบเจอเพื่อนเก่ามากขึ้น หรือกระทั่งติดต่อสื่อสารเรื่องงานในบริษัทได้สะดวกมากขึ้นด้วย
อาจารย์ทางด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมทางสังคม แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์วิน กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ข้อดีจากการใช้โซเชียลมีเดียนั้นมีอยู่มากมาย ถึงแม้ว่าจะมีคนกล่าวถึงข้อเสียของมันอยู่มากเหลือเกิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ปกครองที่อาจมีความไม่สบายใจจากผลกระทบของเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นกับบุตรหลาน ดังนั้น การใช้แบบจำกัดเวลา น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการไม่ใช้เลย
หนึ่งเสียงจากพี่เลี้ยงคนหนึ่งในเมืองซานโฮเซ่กล่าวกับ The Times ว่า มองในอีกมุมหนึ่งผู้ปกครองก็มีส่วนมากกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของลูก เพราะมีผู้ปกครองมากมายเหลือเกินที่ขณะกลับถึงบ้าน ก็ไม่เคยเงยหน้าขึ้นจากสมาร์ทโฟนของพวกเขาได้เลย และไม่เคยสนใจ หรือฟังในสิ่งที่ลูกๆ หรือพี่เลี้ยงจะสื่อสารด้วย และนี่แหละ คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดแล้ว
แปลและเรียบเรียงจาก https://www.businessinsider.com/silicon-valley-nannies-monitor-kids-screen-time-2018-10?utm_content=buffer5802c&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer-ti




