ON LOOKER

Kleenex เก๋ามาตั้งแต่สงครามโลก

24 ต.ค. 2561
ในปี พ.ศ.2467 แบรนด์ทิชชู่ ชื่อดังอย่าง Kleenex ได้มีการเปิดตัวขึ้นในขณะที่สมัยนั้นมีการใช้โคลครีมกันอย่างแพร่หลาย (โคลครีมคือมอยเจอไรเซอร์ชนิดหนึ่ง) ซึ่งตัวเนื้อเยื่อกระดาษ Kleenex นี้ถูกคิดค้นขึ้นมาพิเศษ เพื่อมากำจัดโคลครีม มีโฆษณามากมายที่เห็นการ Tie in แบรนด์ Kleenex ในคอนเทนต์ต่างๆของฮอลลีวูด และได้รับการตอบรับจากเหล่าดาราฮอลลีวูดเป็นอย่างดี ในการใช้ผลิตภัณฑ์ของ Kleenex ลบเครื่องสำอาง

ในปี พ.ศ. 2469 คิมเบอร์ลี่ คลาร์ก คอปเปอเรชั่น ผู้ผลิต Kleenex รู้สึกทึ่งกับเหตุผลที่ผู้บริโภคใช้ Kleenex เพื่อเช็ดหน้าและทิ้งไป ซึ่งสื่อโฆษณาในช่วงนั้น ได้นำเสนอการใช้งานของมัน แบ่งเป็นสองอย่าง อย่างแรก คือใช้เพื่อเช็ดหน้าหรือลบเครื่องสำอาง อย่างที่สองคือ ใช้สำหรับสั่งน้ำมูก โดยในแบบที่สองนี้จากการวิจัย ร้อยละ 60 ที่ผู้ใช้เลือกซื้อ Kleenex เพื่อใช้สั่งน้ำมูก หลังจากนั้นถึงปี พ.ศ.2473 บริษัทได้เปลี่ยนและนำเสนอโฆษณาไปใช้ในทิศทางนี้มากขึ้น ทำให้ยอดขาย Kleenex เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในปี พ.ศ.2471 ได้เริ่มมีการออกแบบแพ็คเกจแบบใหม่เป็นกล่องแบบป๊อบอัพ มีรอยปรุสำหรับด้านบน เพื่อดึงทิชชู่ขึ้น พ.ศ.2472 กระดาษทิชชู่จากที่เคยเป็นสีขาว ก็เริ่มมีการเติมสีสันลงไปในเนื้อกระดาษให้ดูน่าใช้มากยิ่งขึ้น  พ.ศ.2475 บริษัท Kleenex มาพร้อมกับแผนโฆษณาแบบใหม่ พร้อมข้อความสโลแกนว่า “ทิ้งไปได้เลย ผ้าเช็ดหน้าที่คุณใช้อยู่” แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื้อกระดาษ Kleenex จำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อใช้ในสงคราม โดยพัฒนาให้ใช้ร่วมกับผ้าพันแผลเพื่อรักษาบาดแผลจากสงครามเท่านั้น ทำให้บริษัทได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะคนเริ่มรู้จัก จนกระทั่งกลับมาเป็นกระดาษชำระแบบเดิม หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี พ.ศ.2488





ในช่วงทศวรรษที่ 50 ความนิยมเริ่มมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี พ.ศ.2497 เพราะส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากรายการทีวีสุดฮิตในสมัยนั้น อย่าง “The Perry Como Hour” จนปี พ.ศ.2510 มีการเปิดตัวรูปแบบกล่องทิชชู่แบบสี่เหลี่ยม เหมือนอย่างทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. 2524 กระดาษทิชชู่มีกลิ่นหอมถูกนำเข้าสู่ตลาดในที่สุด และในปี พ.ศ.2543 Kleenex ขึ้นแท่นบริษัทผลิตกระดาษชำระยักษ์ใหญ่ของโลก ส่งออกกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thoughtco.com/history-of-kleenex-tissue-1992033
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เช็คตัวเองหน่อยว่า นี่เราเหนื่อยกายหรือเหนื่อยใจกันแน่
 
ถ้าขับรถเฟอร์รารี่แล้วมันเร็วเกินไป อนาคตโลกอาจจะต้องหวังเพิ่งรถนาโนขนาดจิ๋ว!