ON LOOKER

Bipolar : เมื่อสิงคโปร์ผ่านร่างกฎหมาย รัฐสามารถเข้าถึงแชทลับส่วนตัว

14 พ.ค. 2562
การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่รับอนุญาต นับว่ามีความผิดทางกฎหมายและอาจถึงขั้นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด แต่หากการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการยกเว้นทางกฎหมายให้ผู้อื่นสามารถเข้ามาดูข้อมูลของผู้อื่นได้ ก็นับว่าเป็นความเสี่ยงที่ใครก็อาจต้องกังวล แต่ล่าสุดสิงคโปร์คือประเทศที่ผ่านร่างกฎหมายป้องกันการแพร่กระจายข่าวปลอมได้สำเร็จ หรือนี่อาจเป็นกฎหมายยับยั้งข่าวปลอมเพื่อปกป้องสาธารณชนในวงกว้างอย่างแท้จริง?



กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม เป็นการเปิดทางให้รัฐสามารถสอดส่องแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ รวมถึงแชทส่วนตัวของผู้คน และด้วยกฎหมายฉบับนี้รัฐมีอำนาจสั่งให้ลบข้อมูลซึ่งเป็นเท็จของยูสเซอร์และหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อสาธารณะประโยชน์ อีกทั้งยังสามารถสั่งให้แก้ไขข้อความโพสต์เหล่านั้นได้อีกด้วย เหตุผลเบื้องต้นที่ทางรัฐแจงคือ กฎหมายนี้คือกฎหมายของประชาชนซึ่งปกป้องยูสเซอร์จากข่าวปลอม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลายฝ่ายออกมาคัดค้านว่านี่คือการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สุด

แต่โดยปกติแล้วสำหรับยูสเซอร์บางราย และแอปพลิเคชั่นแชทบางตัว มีเทคโนการเข้ารหัสให้เห็นทั่วไปมากมายนั่นเป็นปัญหาที่ยังไม่มีบทสรุปอย่างชัดเจนว่า จะบังคับใช้กฎหมายเช่นไรหากในแอปพลิเคชั่นมีการเข้ารหัสก่อนการเข้าใช้งาน ทางด้านนิติบัญญัติสิงคโปร์ที่เพิ่งผ่านร่างกฎหมายป้องกันข้อมูลเท็จและการชักใยในออนไลน์ คาดว่าอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีการบังคับใช้กฎหมายนี้เป็นครั้งแรก โดยทางการก็ยังยืนยันว่ากฎหมายนี้ไม่ได้เป็นการพุ่งเป้าไปที่การแสดงความคิดเห็นหรือละเมิดแต่อย่างใด แต่บางข้อมูลที่ประชาชนเลือกเสพอาจเป็นเท็จและอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายได้

สิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุม

1.กฎหมายข้อห้ามไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลซึ่งเป็นเท็จ มีแนวโน้มเป็นภัยต่อสาธารณะ หากผู้ใดมีความผิดจะถูกปรับหนัก หรือจำคุกถึง 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.กฎหมายห้ามไม่ให้ใช้บัญชีปลอม หรือเป็น Bot ในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนและกระทำการดังกล่าวข้างต้น มีโทษปรับถึง 23 ล้านบาทและหรือจำคุก 10 ปี
3.กฎหมายบังคับใช้ในหลายแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ แอปโซเชียล หรือเว็ปไซต์ข่าวสาร หากฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษถ้าไม่ทำตามคำสั่งที่ทางการให้ลบข้อมูลหรือทำการแก้ไข  
 


สิ่งที่ยูสเซอร์หลายคนกังวลคือ : รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลแชทส่วนตัวได้หรือไม่?
ในความเป็นจริงทางการสามารถทำการสอดส่องแชทส่วนตัวในแอปฯได้ รวมถึงเข้าถึงกรุ๊ปแชทลับที่มีรหัสได้ นั่นแปลว่าแอปฯที่ได้รับความนิยมมากในสิงคโปร์ อย่าง WhatsApp และ Telegram ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน ความคิดยูสเซอร์หลายฝ่ายต่างถกเถียงคัดค้านกฎหมายนี้ แต่มุมของรัฐออกมาพูดว่า นี่แหละความเป็นส่วนตัวของแอปฯ คือพื้นที่ส่วนตัวที่เหมาะสมสำหรับการแพร่ข้อมูลเท็จเป็นอย่างมากเพราะมันก็คือความลับนั่นเอง อีกทั้งยังส่งให้ผู้อื่นได้เป็นพันคนในเวลาพร้อมๆกัน หนึ่งในนั้นที่เข้ามาต่อต้านคือบริษัทผู้ให้บริการและพัฒนาแอปพลิเคชั่นชื่อดังอย่าง Whatapps กล่าวให้เหตุผลว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียเสนอให้บริษัทพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเปิดเผยข้อความลับของยูสเซอร์ซึ่งแน่นอนว่านั่นมันคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อีกหนึ่งเสียงจาก ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า “แนวคิดนี้บ้ามาก เป็นการคุกคามโดยตรงต่อเสรีภาพในการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น เป็นสิ่งที่ทั่วโลกควรให้ความกังวล”



จริงๆแล้วทาง Whatapps ได้ออกมาให้เหตุผลที่ทำให้น่าคิด ใจความว่า “จริงๆสังคมแต่ละสังคมในโลกมีมุมมองระหว่างการสื่อสารแบบส่วนตัวและแบบสาธารณะต่างกัน และบริษัทมุ่งหน้าที่จะทำหน้าที่ของตัวเองในการลดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และในขณะเดียวกันก็จะรักษาความเป็นส่วนตัวเรื่องการบริการของบริษัท แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ที่ดี ว่าประเทศนี้ต้องการกฎข้อบังคับเมื่อมีข้อมูลเท็จอาจเป็นผลให้เกิดความขัดแย้งทางศาสนาและสังคมได้ รัฐจำเป็นที่จะต้องบอกว่า รัฐต้องการจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างทันท่วงที”

อ้างอิง https://www.bbc.com/news/world-asia-48196985
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ ได้รับคำแนะนำให้จัดทำแบบแผนสำหรับเยาวชน ในเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดกับเด็กๆ
นักวิจัยค้นพบว่าความวิตกกังวลระดับปานกลางถึงรุนแรงมีผลเชื่อมโยง กับภาวะสมองเสื่อม