ON LOOKER

Bipolar : ถ้าหากลูกจ้างโดนนายจ้างส่องอยู่ตลอดเวลา?

18 เม.ย. 2562
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้นและถูกนำไปใช้ในหลายๆวงการ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาโดยตลอดนั่นคือเทคโนโลยีเกี่ยวกับกล้อง การบันทึกภาพ ปัจจุบันกล้องได้พัฒนาร่วมกับสมาร์ทโฟนหลายค่ายเพื่อให้เกิดความสะดวกสูงสุดในการใช้งาน แต่เมื่อไหร่ที่เราได้ยินว่าในบริษัทที่เราทำงานอยู่มีเทคโนโลยีหนึ่งที่ใช้เพื่อส่องการทำงานของพนักงานโดยเฉพาะ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเมื่อหลายฝ่ายเกิดตั้งคำถามว่า การสอดส่องภายในองค์กรนี้เป็นแนวทางช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือเป็นเพียงมาตรการหนึ่งที่นายจ้างใช้ควบคุมลูกน้องและกำจัดพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
 


เรื่องราวของนายจ้างคนหนึ่งที่พยายามใช้วิธีการสอดส่องพนักงานสาวในระหว่างเวลางาน พนักงานธนาคารคนนี้แจงว่านายจ้างผู้นี้ได้ทำการเก็บบันทึกข้อมูลการกดคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ของเธอ และใช้ซอฟต์แวร์ในการตรวจสอบจำนวนลูกค้าที่ตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารรวมถึงการเปิดบัญชีแบบเสียค่าธรรมเนียม เป็นผลทำให้เธอรู้สึกว่านี่เป็นการกระทำที่ “ลดทอดความเป็นมนุษย์” ส่งผลให้เธอขอลาออกในเวลาต่อมา คอร์ตนีย์ ฮาเกน ฟอร์ด ในวัย 34 ปี รู้สึกว่านี่คือแรงกดดันที่บีบให้เธอทำยอดขายให้ได้ตามเป้า ซึ่งมันสาหัสมาก ฟอร์ดให้เหตุผลว่า หากเป็นแบบนี้การออกไปทำงานขายอาหารจานด่วนคงจะดีเสียกว่า



การถูกสอดส่องจากนายจ้าง พฤติกรรมในลักษณะนี้เริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก เหตุผลคือต้องการให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด กว่าครึ่งของบริษัทที่มีรายได้ประจำปีตั้งแต่ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ต่างใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในการสอดส่องพนักงาน นอกเหนือจากเทคนิคข้างต้นยังมีหลายเทคนิคที่ใช้ตรวจสอบพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือวิเคราะห์อีเมล, บทสนทนา, การเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ และที่น่าสนใจคือในบางบริษัทมีถึงขั้นการเฝ้าติดตามอัตราการเต้นหัวใจของพนักงาน หรือแม้แต่การตรวจสอบรูปแบบการนอนเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานหรือไม่

เพราเหตุใดหลายบริษัทถึงหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น?
เบน วาเบอร์ ซีอีโอบริษัทฮิวมาไนซ์ นครบอสตัน นักวิเคราะห์การทำงานภายในองค์กรและรับวิเคราะห์การทำงานภายในองค์กร กล่าวว่า บริษัทเราสามารถช่วยให้บริษัทต่างๆประเมินประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสารของพนักงานได้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและพนักงานเอง วิธีการที่ฮิวมาไนซ์ใช้คือ การรวบรวม “ไอเสียข้อมูล (Data exhaust) ที่เกิดจากการทำงานออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใช้งานอีเมล, เว็บไซต์ และแอปพลิเคชั่นสำหรับส่งข้อความแชท ไอเสียข้อมูลเหล่านี้อย่างที่ทราบกันก็คือ ไฟล์คุกกี้ เป็นต้น นอกจากนี้อีกเทคโนโลยีคือ การติดตั้งไมโครโฟนไว้หลังป้ายชื่อพนักงาน วิธีการนี้สามารถตรวจสอบได้ว่า พนักงานใช้เวลาในการพูดคุยมากน้อยเท่าไหร่, ความดังของเสียง หรือน้ำหนักของเสียง ถึงแม้จะดูเหมือนว่านี่เป็นการละเมิดสิทธิ์ของพนักงานหรือไม่? แต่ผู้เสนอแนวคิดนี้กล่าวว่า มันอาจจะช่วยป้องกันได้ถ้าหากพนักงานต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งหรือการถูกคุกคามทางเพศ อีกบริษัทอย่าง Epicenter ที่ได้ใช้เทคโนโลยีฝังไมโครชิพขนาดเมล็ดข้าวในข้อมือของผู้ใช้บริการ ซึ่งผู้ฝังไมโครชิพสามารถใช้เปิดประตูที่ควบคุมด้วยไฟฟ้าได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อหรือแม้แต่การเฝ้าติดตามความสัมพันธ์ระหว่างการพิมพ์และอัตราการเต้นของหัวใจ การฝังไมโครชิพดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่สุดโต่งเกินไปแต่ในความเป็นจริง การทำงานของมันคล้ายๆกับบัตรไอดีประจำตัว



ฟังดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้ จะทำให้ลูกจ้างหลายคนรู้สึกกังขาและเป็นกังวลถึงการถูกละเมิดเสรีภาพการเป็นพลเมือง แต่หากมองอีกมุมสิ่งเหล่านี้อาจมีข้อดีที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้าง

1.บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งใช้โปรแกรม Timely ช่วยทำให้ เจสซิกา จอห์นสัน พนักงานวัย 34 ปี ที่เป็นโรคลมหลับ มีอาการง่วงตลอดเวลาและอาจหลับได้ในทุกสถานการณ์ ช่วยให้เธอกลับมาดูว่าตัวเองทำอะไรไปบ้างก่อนที่จะเผลอหลับไป เพื่อให้เธอกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ต่อได้
2.การใช้ Timely สามารถทำให้พนักงานตรวจสอบได้ว่าเสียเวลาไปเท่าไหร่กับการประชุมที่ไร้ประโยชน์
3.พนักงานสามารถแสดงข้อมูลรูปธรรมให้หัวหน้าเห็นว่า คุณใช้เวลาไปมากแค่ไหนกับการทำงานที่ไม่ใช่งานส่วนที่บริษัทจ้างให้คุณมาทำ

ดังนั้นเป็นไปได้เลยว่าการใช้เทคโนโลยีสอดส่องในที่ทำงาน ให้อำนาจแก่พนักงานและยังเป็นประโยชน์กับองค์กรที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคาดหวังผลกำไร แต่ถ้าหากบริษัทนำมาใช้ผิดวิธีอาจทำให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้

อ้างอิง : https://www.bbc.com/news/business-47879798
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อยู่ในป่าลึกแค่ไหน ก็ดื่มด่ำกับกาแฟสกัดสดๆ ได้ทุกเวลา วิธีการง่ายๆ
 
ผู้หญิงคนนี้ เธอคือคนที่สามารถอ่านหนังสือจบ 100 เล่มในระยะเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้น