ON LOOKER

12 เมืองใหญ่ทั่วโลกห้ามขับรถหวังลดมลพิษ

15 มิ.ย. 2561
ประเด็นปัญหามลภาวะที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์นั้น นอกจากปัญหาเรื่องพลาสติก ที่ช่วงนี้มีการรณรงค์ให้ลดการใช้งานกันทั่วโลกอย่างจริงจังแล้ว ปัญหามลพิษในอากาศก็เช่นเดียวกัน และนี่คือการประกาศงดใช้รถยนต์ของ 12 เมืองใหญ่ กับนโยบาย car-free หรือการไม่ขับรถยนต์เลย และถึงแม้ว่าเป้าหมายนั้นอาจจะดูเหมือนยาก แต่ 12 เมืองใหญ่ต่อไปนี้ ก็มีนโยบายที่เริ่มใช้จริงออกมาแล้ว และเชื่อว่าน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับอีกหลายเมืองทั่วโลกได้ในไม่ช้า

1.กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เตรียมมาตรการห้ามรถยนต์ในปี 2019



ออสโลอยู่ในระหว่างการดำเนินการห้ามรถยนต์ทุกชนิดขับเข้ามาในเขตเมืองภายในปี 2019 และวางแผนให้ทั้งประเทศนอร์เวย์เริ่มแผนนี้เช่นกันในอีก 6 ปีนับจากนี้ (ราวปี 2025) ซึ่งทางการออสโลจะใช้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเปลี่ยนถนนยาว 35 ไมล์ทั่วเมือง ให้กลายเป็นเลนจักรยาน

2.กรุงมาดริด ประเทศสเปน

 

เมืองนี้มีแผนห้ามรถยนต์เข้ามาในเขตรัศมี 500 เอเคอร์ (ราว 1,265 ไร่) ของเขตเมือง ภายในปี 2020 รวมถึงแผนปรับผังเมือง ให้ถนนที่พลุกพล่านที่สุด 24 ถนน กลายเป็นถนนคนเดินให้ได้
ซึ่งแผนนี้ เป็นหนึ่งใน "Sustainable Mobility Plan" หรือแผนการคมนาคมที่ยั่งยืนของทางการสเปน ซึ่งมีเป้าหมายลดการใช้งานรถยนต์ในแต่ละวันลง ผู้ฝ่าฝืนอาจโดนค่าปรับอย่างน้อย 100 ดอลล่าร์ (ราว 3,000 บาท) นอกจากนี้ ทางการยังรณรงค์ให้ผู้คนหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยเพิ่มอัตราค่าที่จอดรถในเมืองขึ้นอีก
ถือว่ามาดริด เป็นเมืองแรกๆที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างรวดเร็วและจริงจัง เพราะเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางการก็ออกมาประกาศว่า ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ รถยนต์ที่ไม่ใช่รถของคนพื้นที่ จะไม่สามารถเดินทางเข้ามาในเขตเมืองได้  

3.เฉินตู ประเทศจีน



นักสถาปัตยกรรมชื่อดังชาวเมืองชิคาโก้ Adrian Smith และ Gordon Gill เป็นผู้วางผังเมืองที่อยู่อาศัยใหม่ให้ชาวเฉินตู เป้าหมายคือให้ผู้คนในเมืองนี้สามารถเดินไปไหนก็ได้ทั่วเมืองภายใน 15 นาทีอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องขับรถ และแผนนี้จะต้องเสร็จสิ้นภายในปี 2020
และถึงแม้ว่านโยบายของเมืองนี้ จะไม่ได้ห้ามการขับรถยนต์อย่างชัดเจน แต่ ณ ตอนนี้ จำนวนถนนทั้งเมืองที่มี ก็สามารถขับรถได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

4.เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมัน  



ประเทศเยอรมัน มีแผนที่จะทำให้การเดินและการปั่นจักรยาน เป็นสองการเดินทางหลักของประเทศให้ได้ภายในสองทศวรรษข้างหน้านี้ เริ่มที่เมืองฮัมบูร์ก ที่จะลดจำนวนรถยนต์ที่จะขับเข้าเมือง กับนโยบายชื่อว่า Green Networkโดยมีพื้นที่ห้ามบางพื้นที่ที่จะให้เข้าได้เฉพาะคนเดินและจักรยานเท่านั้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น พื้นที่เล่นกีฬา และหลุมศพ และมีแผนจะทำให้เสร็จสิ้นภายในปี 2035

5.โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก  



หากใครเคยไปเยือนเมืองหลวงของเดนมาร์กอย่าง โคเปนเฮเกนจะเห็นได้ว่า ผู้คนในเมืองเกินครึ่งหันมาเดินทางด้วยจักรยานกันทั้งนั้น ด้วยแผนการจัดวางผังเมืองตั้งแต่ช่วงปี 1960 ที่จัดพื้นที่คนเดินไว้อย่างชัดเจน และสะดวก นอกจากนี้ ทางการโคเปนเฮเกนยังได้สร้างเลนจักรยานเพิ่มขึ้นอีก ความยาวกว่า 200 ไมล์
เมืองนี้ ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ประชาชนซื้อรถยนต์น้อยที่สุดในแถบยุโรป และยังมีแผนสร้าง Superhighway สำหรับจักรยานเท่านั้น โดยเริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2014 รวม 28 เส้นทาง และอีก 11 เส้นทางที่กำลังจะแล้วเสร็จในปี 2018 ด้วยคำสัญญาของทางการว่า โคเปนเฮเกนจะเป็นเมืองปลอดคาร์บอนร้อยเปอร์เซนต์ได้ ภายในปี 2025

6.ปารีส ประเทศฝรั่งเศส  



ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ทางการปารีสมีแผนทดลองหนึ่งวัน ที่ห้ามไม่ให้รถยนต์ที่มีเลขทะเบียนเป็นเลขคู่ขับออกมาบนท้องถนน ส่งผลให้มลภาวะในอากาศลดไปถึง 30% เพียงแค่วันเดียว จึงเป็นที่ชัดเจนว่า รถยนต์ส่งผลต่อสภาวะอากาศมากจริงๆ ทางการจึงพยายามออกแผนและนโนบาย เพื่อลดปริมาณมลพิษเข้าไปอีก
เดือนกฤกฎาคม 2016 ทางการออกกฎว่า รถยนต์คันใดผลิตก่อนปี 1997 จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขับเข้ามาในเมืองระหว่างวันจันทร์ถึงศุกร์ เพราะรถยนต์รุ่นเก่าๆ สามารถปล่อยควันพิษออกมาได้มากกว่า และล่าสุด ทางการปารีสได้ออกมาประกาศว่า ภายในปี 2020 เลนจักรยานในเมืองจะต้องมีมากขึ้นเป็นสองเท่า
 
7.ลอนดอน ประเทศอังกฤษ “ค่ารถติด”  



เช่นเดียวกับปารีส ทางการลอนดอนประกาศว่า จะห้ามประชาชนใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซลภายในปี 2020 และเริ่มเก็บค่า Congestion charge หรือค่ารถติด กับผู้ขับขี่รถยนต์น้ำมันเบนซิน หากขับรถยนต์เข้าเมืองในชั่วโมงเร่งด่วนในอัตราวันละ 12.5 ปอนด์ (ราว 600 บาท)
นอกจากนี้ เมื่อเดือนกฤกฎาคม 2017 ที่ผ่านมา 4 ประเทศในราชอาณาจักรอย่างอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือได้ประกาศว่า จะห้ามการขายรถยนต์ใช้น้ำมันทุกชนิดภายในปี 2040 เพื่อรับมือกับวิกฤติมลพิษทางอากาศที่รุนแรง

8.บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม  



ถนนดังๆหลายเส้นในกรุงบรัสเซลส์ถูกกำหนดให้เป็นถนนคนเดินมาระยะหนึ่งแล้ว และเบลเยี่ยม ยังถือเป็น car-free zone ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเป็นลำดับที่สองรองจากโคเปนเฮเกน รวมถึง ยังมีแผนจะขยายโซนนี้ออกไปอีก และหนึ่งแผนสำคัญ คือการทำให้ถนนดังความกว้างสี่เลนของบรัสเซลส์กลายเป็นถนนคนเดินให้ได้
 
9.เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน  



ในปี 2008 รัฐบาลเยอรมันประกาศกำหนดพื้นที่ 34 ตารางไมล์ (ราว 88 ตารางกิโลเมตร) ครอบคุลมพื้นที่หนึ่งในสามของกรุงเบอร์ลิน ให้เป็นจุดที่มีปริมาณอากาศเสียน้อยที่สุดของเมือง ซึ่งพื้นที่นี้ ห้ามรถยนต์ที่มีการปล่อยมลพิษเกินอัตราที่กำหนดเข้ามา และนอกจากนี้ กรุงเบอร์ลินยังประกาศแผนการสร้าง super-highways ความกว้าง 12 เลน เพื่อจักรยานเท่านั้น และเริ่มสร้างไปแล้วเมื่อปลายปี 2017
 
10.กรุงเม็กซิโก ซิตี้


 
 
ทางการท้องถิ่นเม็กซิโก ซิตี้ประกาศเมือเดือนเมษายน 2016 กับข้อบังคับห้ามรถยนต์ขับเข้ามาในตัวเมืองสองวันทำงานในหนึ่งสัปดาห์ และสองเสาร์ของทุกเดือน โดยการเลือกว่ารถยนต์คันใด ที่จะมีสิทธิ์ขับเข้ามาในตัวเมืองนั้น จะใช้ระบบแรนดอมตามหมายเลขแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณควันพิษของเมืองที่อยู่ในระดับสูงมากลง

11.ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา



เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ที่ผ่านมา ทางการซานฟรานซิสโกประกาศแผนห้ามรถยนต์ขับเข้าถนนดังของเมืองอย่าง Market Street และเพิ่มเลนจักรยานให้มากขึ้น โดยในอนาคนอันใกล้ ซานฟรานซิสโกจะต้องมีเลนจักรยานความยาว 125 ไมล์ทั่วทั้งเมืองให้ได้ กับงบประมาณกว่า 604 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ที่อาจจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่รับรองรองว่า หากเสร็จเรียบร้อย มลภาวะในเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้จะลดลงอย่างแน่นอน

12.นิวยอร์ก ซิตี้  



ถึงแม้ว่าเมืองดังแห่งนี้ จะไม่มีแผนห้ามขับรถยนต์อย่างจริงจังในเร็ววันนี้ แต่ทางการก็ได้เพิ่มพื้นที่คนเดิน เลนจักรยาน และสาธารณูปโภคสาธารณะต่างๆให้มากขึ้น เช่น เพิ่มแผนการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน เพิ่มป้ายรถสาธารณะให้ทั่วถึงมากขึ้น และถึงแม้ว่าพื้นที่กลางเมืองอย่าง Times Square, Herald Square, และ Madison Square Park จะถูกกำหนดให้เป็นเขตห้ามรถยนต์มาช้านานแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ของเมืองที่เปิดให้เป็นถนนคนเดินในบางช่วงเวลาสำคัญ เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อมยิ้มรับวันเด็กกับ 17 ภาพ…การันตี เด็กเหล่านี้ คือ ‘ความหวังของมนุษยชาติ’
เมื่อหากมี AI เข้ามาทำงานแทน มนุษย์อย่างเราจะตกงาน และโลกจะถูกครอบครองโดยหุ่นยนต์ AI ในที่สุด