ON LOOKER

10 ประโยชน์ของการกินส้ม

14 ม.ค. 2562
เป็นที่รู้กันดีว่า ส้ม มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ และยังเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลกส้มไม่เพียงแต่เป็นของว่างเท่านั้น ส้มยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในจานอาหารต่างๆ เนื่องจากทุกวันนี้น้ำส้มคั้นนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเช้า โดยส่วนใหญ่จะมีอยู่สองประเภท คือ หวานและขม โดยทั่วไปแล้วส้มควรจะมีผิวที่เรียบเนียนและมีความกระชับและหนัก โดยสิ่งเหล่านี้จะมีปริมาณน้ำผลไม้ที่เยอะกว่าที่เป็นรูพรุนและมีน้ำหนักเบา
 
ประโยชน์ของการกินส้ม
 
วิตามินซีสูง
ส้มเป็นแหล่งวิตามินซีที่ดีเยี่ยม ส้มหนึ่งผลมีปริมาณวิตามินซีถึงร้อยละ 116.2  นอกจากนี้การบริโภควิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่ได้เนื่องจากจะได้รับอนุมูลอิสระที่มีผลต่อ DNA
 
ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
วิตามินซี มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยในการป้องกันโรคหวัดและการติดเชื้อในหูได้
 
ป้องกันความเสียหายของผิว
สารต้านอนุมูลอิสระในส้ม จะช่วยป้องกันผิวที่เกิดความเสียหาย และเป็นที่ทราบกันดีว่า อนุมูลอิสระ เป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย ฉะนั้นการกินส้มต่อวันจะสามารถช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ได้แม้ว่าจะอายุ 50 ปี ! แล้ว
 
ช่วยให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ส้ม อุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างฮีโมโกลบินและช่วยในการรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
ช่วยลดคอเลสเตอรอล
จากการศึกษาของนักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พบว่าสารประกอบหลายชนิดที่พบในเปลือกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว หรือ ที่เรียกว่า Polymethoxylated Flavones (PMFs) มีศักยภาพในการลดคอเลสเตอรอลได้ดีกว่ายาบางชนิด โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย
 
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
กากใยในส้มช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นส้มจึงถือเป็นอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้ส้มมีน้ำตาลฟรุคโตสซึ่งถือว่าที่เป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ โดยที่จะสามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่ให้สูงเกินไปหลังจากรับประทานอาหาร ซึ่งค่า Glycemic Index (GI) หรือ ดัชนีระดับน้ำตาลของมีส้มเพียง 40 โดยจากปกติอาหารประเภทใดก็ตามที่มีค่าต่ำกว่า 50  จะแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำตาที่ขึ้นอย่างช้าๆ จะทำให้สามารถควบคุมร่างกายได้ดีกว่า และทำให้เกิดการเปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นไขมันสะสมน้อยกว่า แต่ในทางกลับกันคุณไม่ควรที่ทานส้มมากเกินไปหรือทานแต่ส้มเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการที่ทานส้มมากเกินไปจะทำให้ยับยั้งการทำงานของอินซูลิน อีกทั้งยังส่งผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
 
ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
ส้มมี ดี-ลิโมนีน (D- limonene) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ป้องกันโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้และยังช่วยในการต้านโรคมะเร็ง โดยเส้นใยของผลไม้สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โดยจากการศึกษาพบว่าร้อยละ 15 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของ DNA ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ด้วยวิตามินซี
 
ปรับสภาพร่างกาย
โดยสภาพธรรมชาติพื้นฐานของส้มมีสภาพเป็นกรด ดังนั้นก่อนจะย่อย พวกมันจะมีแร่ธาตุอัลคาไลน์จำนวนมากที่จะช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร โดยคุณสมบัติของส้มนี้มีความคล้ายกับมะนาว ซึ่งจะทำให้อาหารกลายเป็นด่างมากที่สุด
 
บำรุงสายตา
ส้มเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ และวิตามินเอ ที่มีความสำคัญในการรักษาเยื่อเมือกในดวงตา วิตามินเอยังมีหน้าที่ป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือดซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอายุ หากในกรณีที่รุนแรงอาจจะทำให้ตาบอดได้ นอกจากนี้มันยังสามารถช่วยให้ดวงตาดูดซับแสงได้อีกด้วย
 
ป้องกันอาการท้องผูก
ส้มมีเส้นใยที่ละลายน้ำได้และไม่ละลายน้ำ ซึ่งจะช่วยในการรักษาลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ป้องกันอาการลำไส้แปรปรวน นอกจากนี้เส้นใยยังช่วยรักษาอาการท้องผูกได้อีกด้วย
 
เคล็ดลับที่มีประโยชน์
ส้มเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว โดยส่วนใหญ่จะใช้ผลิตน้ำผลไม้และควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง อีกทั้งการกลิ้งส้มใต้ผ่ามือจะช่วยให้สกัดน้ำผลไม้ได้มากขึ้น ฉะนั้นควรที่จะกินส้มทันทีที่ปลอกเปลือกออกเพราะเมื่อส้มสัมผัสกับอากาศภายนอกแล้วจะทำให้วิตามินซีถูกทำลายได้อย่างรวดเร็ว
 
ประวัติส้ม
ส้ม มีประวัติที่น่าสนใจมาก โดยส้มชุดแรกปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางตอนใต้ของจีน ส้มเพาะปลูกครั้งแรกในประเทศจีน 2500 ก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงศตวรรษแรกนั้น ชาวโรมันได้นำต้นส้มมาจากอินเดียไปยังกรุงโรมเพื่อที่จะทำการเพาะปลูก และในปี ค.ศ.1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ได้ซื้อเมล็ดพันธ์ส้มมาปลูกในประเทศเฮติ และหลังจากนั้นในปีค.ศ.1518 ปานามาและเม็กซิโกก็ได้รับและทานส้มครั้งแรก และหลังจากนั้นไม่นานประเทศบราซิลก็สามารถเริ่มปลูกได้เอง โดยประเทศอเมริกาปลูกต้นส้มครั้งแรกในปี ค.ศ.1513 โดย นาย Juan Ponce de Leon ซึ่งนักสำรวจชาวสเปน ซึ่งสายพันธุ์ของส้มที่มีรสชาติที่หวานอร่อยที่สุดคือ สายพันธุ์วาเลนเซีย สายพันธ์ุส้มสีเลือด ส้มไร้เมล็ด และสายพันธุ์เปอร์เซีย
 
ข้อมูลอ้างอิง
https://timesofindia.indiatimes.com/life-style/health-fitness/diet/why-you-should-eat-oranges/articleshow/4662391.cms
https://www.thaiotsukanutrition.club/products/pay-attention-to-your-glycemic-index/
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ภาวะปะการังฟอกขาวจากน้ำทะเลที่มีความร้อนสูง อาจส่งผลให้ปะการังล้มตาย
ในทุกๆ กิจกรรมประจำวัน คุณอาจเผลอทำร้ายร่างกายของคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่คุณหยุดมันได้