ON LOOKER

อะไรคือ Deep reading แล้วมันจะทำให้คุณฉลาดขึ้นและมีความสุขขึ้นได้อย่างไร

23 ม.ค. 2562
เคยไหมที่คุณค้นพบว่าตนเองหมกมุ่นกับการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือบทความหนึ่งมากๆ จนไม่สามารถเอาใจออกไปทำอย่างอื่นได้เลย เมื่อรู้ตัวอีกทีก็อ่านจบเล่มแล้ว

เรื่องราวแบบนี้อาจมาจากการอ่าน Harry Potter ครั้งแรกในชีวิต หรือหนังสือฟิคชั่นหนึ่งเล่มที่คุณอ่านในสมัยเด็กแล้วรู้สึกว่า มันเป็นหนังสือเล่มแรกที่เปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปอย่างสิ้นเชิง จนถึงขั้นอาจเปลี่ยนชีวิตของคุณได้เลย

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนน้อยเหลือเกินที่รู้ถึงประโยชน์ของการเข้าใจเรื่องราวในหนังสือดีๆ หนึ่งเล่มอย่างแท้จริง รวมถึงมีคนจำนวนไม่มากนักที่สามารถเข้าถึงการอ่านในระดับลึกซึ้ง (Deep Reading) ได้จริงๆ ส่วนสำคัญเป็นเพราะโลกของอินเตอร์เน็ต โลกดิจิตอลที่ทำให้คนมีความสนใจต่อสิ่งๆ หนึ่งสั้นลง เพราะความสะดวกสบายของการหาทุกอย่างได้ผ่านสมาร์ทโฟน และอื่นๆ

แต่รู้ไหมว่า ทุกวันนี้คนเราสูญเสียอะไรไปบ้าง อ้างอิงจากนักวิจัยที่พบว่า Deep reading หรือการมีสมาธิจดจ่อจริงๆ กับการอ่านสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมีประโยชน์ต่อคนเราในยุคดิจิตอลแบบนี้มากๆ

ว่าแต่อะไรคือ Deep reading?

Deep reading หรืออาจเรียกได้อีกแบบว่า Slow reading คือความตั้งใจ และพฤติกรรมของคนเราที่อ่านอะไรช้าลงกว่าปกติ หากแต่ใส่ใจกับสิ่งที่อ่านมากขึ้น ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อได้เข้าถึงสิ่งที่อ่าน หรือเนื้อหานั้นๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  
ในชีวิตหนึ่งของคนเราต้องเคยมีประสบการณ์ Deep Reading ด้วยกันทั้งนั้น อาจมีทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยอาจเป็นการ์ตูนในสมัยเด็กที่เราชอบมากๆ จนทำให้เรารู้สึกสนุกจนลืมสิ่งรอบข้างไปเลย

หนังสือเล่มนั้นที่ทำให้คุณรู้สึกเสมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในเรื่องราวนั้นๆ คุณอาจไม่รู้ตัวเลยว่าคุณตั้งใจอ่านมัน ไตร่ตรองเรื่องราวทุกบรรทัด ทุกฉากทุกตอน กระทั่งเก็บเอาเรื่องราว หรือตัวละครในนั้นไปฝัน จนถึงขั้นฝันเป็นฉากๆ  นั้นเลย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้โดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะความสนใจในสิ่งนั้นๆ ที่กำลังอ่านอยู่มันทำให้คุณอยากเดินทางเข้าไปในเรื่องราวลึกลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีความคิดอื่นมาแทรกกลางเลย เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นกับหนังสือที่เรื่องราวนั้นๆ มีผลกระทบที่สำคัญและชัดเจนต่อชีวิตคุณ ทั้งดีและร้าย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า Deep reading จะเกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัวเพียงอย่างเดียว หลายๆ ครั้งที่เราสามารถควบคุมมันได้ สามารถตั้งใจทำได้ ตัวอย่างเช่น การตั้งใจอ่านหนังสือปรัชญาชีวิตหรือจิตวิทยาสักเล่มหนึ่งที่ต้องอาศัยสมาธิมากๆ ในการเข้าใจ  

แล้ว Deep reading จะทำให้คุณฉลาดขึ้นและมีความสุขมากขึ้นในชีวิตได้อย่างไร

นอกเหนือไปจากความสุข ความเพลิดเพลินที่จะได้รับทันทีจากการอ่านสิ่งที่ชอบ หรือสิ่งที่คุณมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมแล้ว ประโยชน์ของ Deep Reading ยังมีอยู่อีกมาก

นักเขียนดัง Robert Waxler และ Maureen Hall เจ้าของผลงานเรื่อง Transforming Literacy: Changing Lives Through Reading and Writing (การอ่านและการเขียนที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้) กล่าวว่า Deep reading คือการบังคับตัวเองให้พัฒนาทักษะการมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งๆ หนึ่ง โดยมีสติรับรู้เต็มที่ ไม่วอกแวกกับสิ่งอื่นเลย ไม่เหมือนกันกับการดูรายการโชว์หรือภาพยนตร์ เพราะ Deep Reading ไม่ได้ถือเป็นการพักผ่อนสมอง แต่เป็นการค้นคว้าและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงเป็นการค้นพบว่าคนเราแต่ละคนนั้นมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ที่ต่างก็เชื่อมโยงกับมุมมองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ การอ่านอย่างตั้งใจจะทำให้เราค้นพบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหัวของเรา ที่เสมือนถูกอ่าน หรือเล่าให้เราฟังด้วยเสียงของคนอื่น เราก็จะได้มุมมองอะไรใหม่ๆ

เพราะฉะนั้น เมื่อเราผ่านกระบวนการของ Deep Reading แล้ว ไม่เพียงแต่เรามีความสุขขึ้นจากความเข้าใจโลกที่มากขึ้น ในมุมมองที่หลากหลายขึ้น หากแต่คุณจะได้ค้นพบและเรียนรู้ทั้งตัวเองและคนรอบข้างด้วย รวมถึงทักษะทางความคิดอื่นๆ เช่น การคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล หรือการวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ รอบตัว

เทคนิคที่ทำให้ Deep Reading ได้ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จริงๆ แล้ว Deep reading ไม่ได้ต้องการกลยุทธ์ใดๆ เป็นพิเศษ สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงแค่ความเร็วที่พอเหมาะในการอ่าน ที่จะทำให้ข้อมูลและเรื่องราวที่คุณกำลังอ่านนั้นถูกซึมซาบเข้าไปในหัวของคุณได้อย่างแท้จริง จนสามารถถ่ายทอดสิ่งที่คุณอ่านมาได้อย่างอิสระหลังการอ่านจบ
 
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการอ่านที่มากขึ้น และเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น มีดังนี้

1.เมื่อคุณค้นพบว่าเรื่องราวที่กำลังอ่านอยู่เริ่มทำให้คุณเกิดความรู้สึกสับสน หรือคุณเริ่มรู้สึกว่าเรื่องเริ่มนำพาให้คุณคิดลึกขึ้นให้คุณหยุดอ่านสักครู่ เพื่อให้ตัวคุณเองได้มีเวลาคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หนังสือบางเรื่องไม่ได้เหมาะกับการอ่านรวดเดียวให้จบ หากแต่อยากให้คุณจดจ่ออยู่ที่เรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง เพื่อให้ได้ประโยชน์จากมัน ทั้งความสุขใจและความรู้ที่เพิ่มขึ้น
2.อ่านซ้ำอีกรอบ ในหลายๆ ครั้งที่ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ที่แท้จริง มาจากการอ่านซ้ำ
3.เขียนคำอธิบายลงไปในหนังสือ หรือเขียนลงในสมุดจด เพราะหนังสือหลายๆ เล่ม หากมีการทำ short note จะทำให้เข้าใจมากขึ้น
4.จับคู่สิ่งที่คุณอ่านอยู่เข้าหับหัวข้อที่คล้ายๆกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการอ่านเรื่องแต่งหรือฟิคชั่น นอกจากจะอ่านเล่มๆ นั้นจนจบแล้ว ก็อ่านเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันด้วย อาจเป็นนิยายภาคต่อ หรือที่มาของนิยายเรื่องนี้ เป็นต้น หรือหากไม่ใช่เรื่องแต่ง คุณก็สามารถใช้เทคนิคเดียวกันได้โดยอ่านหนังสือเล่มอื่นในหัวข้อเดียวกัน หรือหัวข้อคล้ายกันมากกว่าหนึ่งเล่ม  เพื่อความเข้าใจในหัวข้อนั้นๆ ที่มากขึ้น ลึกซึ้งขึ้นนั่นเอง

ถึงแม้ว่าในยุคนี้ Deep reading อาจดูเหมือนจะทำได้ยาก เพราะโลกดิจิตอลที่ทุกอย่างหาได้ง่ายไปหมด จนความสนใจของคนเราในสิ่งๆ หนึ่งลดลง คำแนะนำคือ การลิมิตเวลาที่เหมาะสมในการทำสองสิ่งนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยเริ่มจาก Deep Reading ก่อน แล้วคุณจะค่อยๆ ค้นพบว่า คุณเองก็สามารถมีช่วงเวลาของการ Deep Reading ได้ และได้ค้นพบประโยชน์ที่แท้จริงของการอ่านอย่างลึกซึ้งได้ในที่สุด  

แปลและเรียบเรียงจาก https://www.goalcast.com/2019/01/18/what-is-deep-reading/?fbclid=IwAR2rqIii_1Xf8wCljNR3XdioAOQ3u03OvGIPjIPXf0rtY9ne_1eOdizwXts
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทิมเผยว่า เขาเองมีความสุขกับสิ่งที่เป็น และเป็นการตัดสินใจของเขาเอง ในการเลือกที่จะเป็น…

PlayDate ดูภายนอกมีลักษณะเหมือนลูกบอลธรรมดา แต่จริงๆแล้วสามารถสั่งงานได้ผ่าน สมาร์ทโฟน คุณจะสั่งให้มันกลิ้งไปกลิ้งมา เพื่อเป็นเพื่อนเล่นกับสัตว์เลี้ยงของคุณ หรือ จะทำมากกว่านั้นก็ได้