ON LOOKER

มีบางสิ่งที่เลวร้ายกว่า “ทัชมาฮาล” เปลี่ยนสี

12 มิ.ย. 2561
ทัชมาฮาลเป็นสถาปัตยกรรมที่โด่งดังที่สุดของอินเดีย สร้างขึ้นเกือบ 4 ศตวรรษมาแล้ว โดยจักรพรรดิ Mughal Shah Jahan เพื่อเป็นสุสานสำหรับภรรยาที่รักของเขา พระองค์ได้พบกับอรชุมันท์ พานุ เพคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์ทรงหลงใหลและหลงรักนาง และได้จัดพิธีเสกสมรสขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี เมื่อ ค.ศ. 1612 จากนั้นมาทั้งสองก็มิเคยอยู่ห่างกันอีกเลย พระมเหสีมุมตัซสิ้นพระชนม์ หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันโศกเศร้าอยู่ถึงสองทศวรรษ ราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปเพื่อการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั้งสองพระองค์ และพระองค์ได้ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ. 2209 (ค.ศ. 1666)

ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระองค์ถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างพระมเหสีซึ่งพระองค์ไม่เคยลืม มีบางคนกล่าวว่าสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน มิได้ประสงค์ที่จะถูกฝังร่วมกับประมเหสี แต่พระองค์มีแผนการที่จะสร้างสุสานอีกแห่งด้วยหินอ่อนสีดำ เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ แต่ผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าพระองค์ประสงค์ที่จะถูกฝังเคียงข้างพระนางมุมตัซ มาฮาล



อนุสาวรีย์หินอ่อนที่งดงามแห่งความรักได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวนับสิบล้านคนเข้าสู่ประเทศ แต่ตอนนี้เกิดวิกฤตการณ์ที่ทำให้หินอ่อนที่เคยเป็นสีขาวสวยงามสะอาดตา กลายเป็นสีเหลือง และกำลังจะกลายเป็นสีน้ำตาล และเขียวตามลำดับ ซึ่งทางศาลสูงสุดอินเดีย ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสีที่เปลี่ยนไปของทัชมาฮาล อันเป็นผลมาจากมลภาวะทางอากาศ ที่เป็นผลกระทบมาจากโรงงานและธุรกิจขนาดเล็กรอบๆ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียได้สั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมหลายพันแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับทัชมาฮาลไปแล้ว เพราะควันจากโรงงานอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อทัชมาฮาล นอกจากนั้นอีกหนึ่งสาเหตุคือของเสียจากแมลงจำนวนมหาศาลที่มาเกาะที่พื้นผิวของทัชมาฮาลโดยสาเหตุมาจากการที่ในแม่น้ำยมนุยาที่เน่าเสียบริเวณทัชมาฮาล จึงเป็นบ่อเกิดของฝูงแมลงที่บินมาเกาะทัชมาฮาลและทิ้งคราบของเสียไว้ โดยล่าสุดผู้พิพากษาศาลสูงสุดอินเดียได้ตรวจสอบภาพถ่ายที่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยื่นเข้ามา แล้วมีคำสั่งไปยังรัฐบาลให้จัดหาผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในอินเดียและต่างประเทศเข้ามาดำเนินการปรับปรุงบูรณะใหม่



แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหานี้ขึ้น แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา 2 ทศวรรษ ซึ่งเคยมีการทำความสะอาดทัชมาฮาลมาหลายครั้งแล้วด้วยวิธีการพอกด้วยโคลน การพอกโคลนทัชมาฮาลครั้งล่าสุด เพิ่งดำเนินการไปในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยวิธีการจะคล้ายกับการพอกหน้าของมนุษย์เพื่อความกระจ่างใส แต่ทัชมาฮาลนั้นใช้โคลนดินเหนียวพอกเพื่อดูดซับเอาสิ่งสกปรก คราบไขมัน และมูลสัตว์ ออกจากพื้นผิว การทำความสะอาดครั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่วิธีนี้ก็ได้รับการวิจารณ์ว่าจะยิ่งทำให้สภาพภายนอกของทัชมาฮาลแย่ลงไปอีก แต่จากการซ่อมแซมทำนั้นก็ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวให้นั่งร้านมักจะบดบังความสวยงามสถาปัตยกรรมแห่งนี้ และส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลงร้อยละ 35



แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าการที่สถาปัตยกรรมที่งดงามแห่งนี้เปลี่ยนสีคือ การที่เกิดข้อพิพาทกันภายในประเทศว่าที่รัฐบาลใหม่ในอุตตร พรรค Bharatiya Janata (BJP) ให้ความสำคัญเพียงเล็กน้อยกับปัญหานี้ ทั้งที่มันเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ และยังเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย แต่ทางด้านมโยคี Adityanath หัวหน้าคณะรัฐมนตรีได้โต้เถียงโดยการเสียดสีข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลของเขาเคยให้โมเดลทัชมาฮาลเพื่อเป็นของขวัญให้กับผู้มีเกียรติต่างชาติ และประกาศว่าทัชมาฮาลไม่ได้ "สะท้อนวัฒนธรรมอินเดีย" และทางรัฐบาลจะมอบสำเนาหนังสือศักดิ์สิทธิ์
ฮินดู Bhagavad Gita แทน



ปัญหาดังกล่าวมันยิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อกรมท่องเที่ยวอุตตรได้ออกโบรชัวร์แสดงรายการสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของรัฐ แต่กลับไม่มีทัชมาฮาลอยู่ในนั้น ทั้งๆที่มันคือสถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และถูกปฏิเสธการระดมทุนทางวัฒนธรรมใดๆ ในการจัดสรรสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน และจากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้การท่องเที่ยวภายในประเทศก็ลดลงอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวชาวอินเดียสนใจสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของพาราณสีในรัฐเดียวกันในรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งสิ่งนี้และสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยต่อทัชมาฮาของรัฐบาลในรัฐที่เป็นการท่องเที่ยวทางศาสนาฮินดู การคัดค้านต่อทัชมาฮานั้นมีการขยายตัวมากขึ้น หนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร BJP หัวรุนแรงระบุว่าหลุมฝังศพ "blot" ไม่ควรอยู่ในลิสรายชื่อสถานที่สำคัญของรัฐ หรือประวัติศาสตร์ของอินเดีย เพราะทัชมาฮาเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนทรยศ ดังนั้นทัชมาฮาลจึง  "ไม่ควรอยู่ในประวัติศาสตร์ของอินเดีย" เขากล่าวเรียกร้องให้ลบเรื่องราวของทัชมาฮาออกเพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของอินเดีย

สำหรับหลายๆ คนคงดูเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเพราะอะไรสถาปัตยกรรมที่มหัศจรรย์ และเป็นแหล่งทำรายได้ให้กับประเทศถึงได้ถูกโจมตี และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ แต่คนที่คุ้นเคยกับอคติของพรรค BJP คงจะไม่ค่อยแปลกใจสักเท่าไหร่เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของพรรคกับการแสดงออกถึงความเกลียดชังต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในช่วงที่อินเดียถูกปกครองด้วยชาวมุสลิม และทัชมาฮาก็ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิมุสลิม สำหรับพวกเขามันเป็นช่วงเวลาแห่งการเป็นทาส และการเลือกปฏิบัติต่อชาวฮินดูโดยผู้บุกรุกชาวต่างชาติที่ทำลายดินแดนแห่งความมั่งคั่ง ทำลายวัด พระราชวัง ทำร้ายสตรีชาวฮินดู และชาวฮินดูหลายล้านคน และการกระทำนี้ได้กลายเป็นจุดกำเนิดของชาวมาตุภูมิในปีพ. ศ. 2490 ซึ่งมันเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลของประวัติศาสตร์อันซับซ้อนซึ่งมีการหลอมรวม และอยู่ร่วมกันมานาน ในเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับผู้นับถือศาสนาฮินดูที่เป็นฐานสนับสนุนของ BJP พวกเขา ซึ่งทัชมาฮาลเป็นสัญลักษณ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นความอัปราชัยและความน่าอับอาย  



จริงๆ แล้วทัชมาฮาลเป็นเพียงเหยื่อรายล่าสุดของการรณรงค์ทางการเมืองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อินเดียที่พยายามสร้างความคิดใหม่ๆ ผู้นับถือลัทธินิยม BJP ความพยายามที่จะกำหนดประเทศเป็นประเทศฮินดู หลังจากที่ถูกปราบปรามมานานโดยชาวต่างชาติ นี่เป็น "ชาตินิยมทางวัฒนธรรม" โดยชาวฮินดูที่ถูกต้อง การโดนข่มเหงมันกลายความแค้นที่ถูกฝังไว้และการส่งเสริมความเกลียดชังต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม มันไม่ใช่แค่ความแตกแยก แต่มันบ่อนทำลาย “soft power” ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก



ในฐานะที่เป็นผู้เขียน Nayantara Sahgal เขียนว่า ชิ้นส่วนที่กว้างใหญ่ของมรดกทางวัฒนธรรมหลายวัฒนธรรมซึ่งรวมถึงวรรณคดี สถาปัตยกรรม ภาษา อาหาร การเต้นรำ การแต่งกาย และมารยาทของเรากำลังถูกทำให้เสื่อมเสียเกียรติและถูกทอดทิ้งทำให้ เราหดตัวลงเป็น monoculture ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ศาสนาฮินดูเท่านั้น แต่กลับกับเราควรรักษาสิ่งที่อินเดียมีไว้เพื่อปกป้องไว้เป็นมรดกอันภาคภูมิใจ "

ขอบคุณข้อมูลจาก www.newsweek.com
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นี่คือภาพถ่ายมุมสูงอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ได้รับรางวัล “DRONE AWARDS 2018” ชุดที่ 2
เครื่องบินเจ็ทโดยสารลำใหญ่ ถูกทิ้งร้างไว้อย่างแน่นิ่ง และโดนแดดแผดเผา และมันไม่สามารถกลับมาบินได้อีก