ON LOOKER

ทางออกของคนแสวงหาความสุขในการทำงาน

16 ก.พ. 2561
ความสุขในการทำงานเป็นปัจจัยหลักสำคัญของชีวิตเลยก็ว่าได้เพราะใน 1 วันมี 24 ชม. เราใช้เวลานอนไป 7 – 8 ชม. ใช้ชีวิตในการเดินทางเพื่อไปทำงาน และกลับบ้าน 2 – 3 ชม. และใช้ชีวิตอยู่ที่ทำงาน 10 กว่าชม. หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เราไม่มีความสุขในการทำงานมีแต่ความเครียดมันจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลงานของเรา และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะส่งผลต่อสุขภาพอีก หลายๆ ครั้งที่เราหาทางออกให้ชีวิตเรามักพบมันจากในหลักธรรม ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะนำหลักธรรมมาปรับใช้ในการค้นหาความสุขในการทำงาน สำหรับหลักธรรมคำสอนที่เหมาะกับนำมาปรับใช้ในการค้นหาความสุขในการทำงานให้กับตนเองนั้นคืออิทธิบาท 4 โดยแยกเป็นข้อๆ ดังนี้

1.ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น คุณคงได้ยินคำกล่าที่ว่า “ถ้าหากเราได้ทำงานที่เรารัก เราจะรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำงาน” แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนบนโลกใบนี้ที่จะทำงานที่ตนเองรัก เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวปรับใจให้รักในงานที่เราทำ ลองคิดทบทวนส่วนดีของงานที่เราทำ และ เรียนรู้ที่จะอยู่กับ “งาน” อย่างมีความสุข เพราะคงไม่มีงานไหนที่เราเกลียดไปเสียหมดทุกอย่างหรอก เช่นงานที่ทำอาจจะได้เงินที่เราพอใจ เพื่อนที่ทำงานดี สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความสุข สบายใจ การมองหาข้อดีเหล่านี้ จะช่วยให้เรามีกำลังใจและพลังที่จะทำงานต่าง ๆ ส่งผลให้เรามีความสุขในการทำงาน

2.วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น มันคือการที่เราต้องทำงานที่เราได้รับมอบหมายสำเร็จ งานทุกงานมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป ในบางครั้งเราอาจจะต้องพบเจอกับงานยากๆ หรือต้องเจออุปสรรคในการทำงาน แต่หากเรามีความวิริยะแล้วเราจะผ่านทุกอย่างไปได้ และเมื่อเรามองกลับมามันจะมีความสุขที่เราสามารถเพียรพยายามจนผ่านมันมาได้
วิริยะนี้มักจะมาคู่กับความอดทนอดกลั้น ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและมีความหวังที่จะเอาชนะอุปสรรค ถ้าใครจะฝึกฝนเรื่องความวิริยะต้องเริ่มจากหมั่นฝึกฝนตนเองบ่อยๆ ฝึกทำ ฝึกคิด ฝึกนำเสนองาน โดยไม่เกรงกลัวต่อความผิดพลาดและกล้ารับผิดชอบต่อความล้มเหลวของตัวเอง ต้องคิดเสมอว่า “ทำมากรู้มากเก่งมาก”  วิริยะนี้ ไม่ได้เพียงแต่ทบทวนในด้านการทำงานเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทบทวนการดำเนินชีวิตของตัวเอง ตั้งเป้าหมายของชีวิต ระยะสั้น ระยะยาว หมั่นถามตัวเองว่าจุดหมายของเราคืออะไร แล้วเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร  แม้เป้าหมายของเราจะเป็นเพียงเป้าหมายเล็กๆ สั้นๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนใครเขา แต่ “ความสำเร็จเล็กๆ ก็ทำให้ใจฟูขึ้น” ไม่เช่นนั้นเราจะอยู่แบบไม่มีจุดหมายปลายทาง อยู่ไปแบบวันๆ โดยที่เวลาก็ผ่านไปทุกวันโดยไม่เคยรอเราเลย 


 
3.จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น  เคยรู้สึกไหม “กว่าจะทำงานได้ ต้องใช้แรงเยอะมาก” ทั้งแรงกาย แรงใจที่จะเอาใจใส่กับงาน เพราะทุกครั้งที่ทำเราต้องทำงานให้สำเร็จ และมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ว่าทำเสร็จไปแบบส่งๆ เราต้องมีความใส่ใจในงานที่เราทำทุกรายละเอียด มีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานให้มาก มีความรอบคอบ ในงานทุกๆชิ้น เมื่อมีความรอบคอบแล้วการตัดสินใจทำอะไรก็จะเกิดความผิดพลาดน้อยตามไปด้วย  และให้คิดอยู่เสมอว่า “คนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้จะต้องเป็นคนที่มีหัวใจของการพัฒนา”
    
4.วิมังสา คือการได้ทบทวนในสิ่งที่ทำมา ให้เข้าใจง่ายๆ เปรียบได้กับการ สรุปบทเรียน และประเมินผล เมื่อเราตั้งต้นทำงานแล้ว การสรุปผลการดำเนินงานต่างๆ ที่ทำมาเพื่อดูว่าสิ่งที่คิด และทำเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ บรรลุเป้าหมายที่วางไว้แค่ไหน อย่างนักการตลาด หรือนักธุรกิจก็อาจจะสรุปเพื่อประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละไตรมาสเพื่อดูว่าสิ่งที่ทำมาในแต่ละปี แต่ละช่วง มีผลออกมาอย่างไร นำไปสู่การคิดวิเคราะห์ เพื่อวางแผนดำเนินงานต่อไป  ฉะนั้นหากเราเป็นเพียงพนักงานตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะทำงานในตำแหน่งอะไร ด้านไหน ตัวเราเองก็ควรที่จะ ทบทวนงานที่เราได้ลงมือทำไป และประเมินความสามารถของตนเองอยู่ตลอดเวลา ตรวจสอบว่าเรามีจุดแข็งและจุดบกพร่องในด้านใดบ้างและพยายามที่จะหาทางพัฒนาจุดแข็งและปรับปรุงจุดบกพร่องของตนให้ดีขึ้น จะได้วิเคราะห์ต่อไปว่า ที่มันสำเร็จมันเป็นเพราะอะไร และที่มันล้มเหลวมันเกิดจากอะไรจะได้แก้ไข    
 


และนี้คือ 4 ข้อของ อิทธิบาท 4 ธรรมแห่งความสำเร็จ สำหรับคนที่ตามหาความสุขในการทำงาน เราจะแนะนำ “ธรรม” 4 ข้อนี้ ให้นำไปใช้ดูจะทำให้เราพบเจอกับความสุขได้ไม่ยาก เพียงแค่ใจเราลองมองด้านดี ทำให้ในการตื่นเช้าของทุกๆวันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ลองนำหลักธรรมคำสอนนี้ไปใช้ดู เพื่อจะได้ค้นพบความสุขในการทำงานอย่างแท้จริง  เมื่อไม่ได้รักงานที่ทำมาก่อน...ก็จงสร้างหัวใจให้รักมัน และเราจะมีความสุขในการทำงานและมีความสุขในชีวิตอย่างแน่นอน
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การที่เป็นเอดส์นั้นมีผลกับสภาพจิตใจของเด็กคนหนึ่งอย่างมาก รู้สึกว่าตัวเองยากแก่การเข้าสังคม ส่งผลให้ต้องเก็บตัวเองเงียบ 
โรคไบโพลาร์ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการผิดปกติทางอารมณ์ บางครั้งอาจอารมณ์ดีผิดปกติหรือบางครั้งอาจซึมเศร้าอย่างกับไม่ใช่คนเดิม