REVIEW

Mother! เมื่อโดนหนังตีรวน...คนดูก็เลยต้องตีความ

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์
25 ก.ย. 2560
 
*บทวิจารณ์นี้มีสปอยล์อยู่เพียง 20 เปอร์เซ็นต์
 
นานแล้วที่ผมไม่ได้ให้ราคากับหนังมากไปกว่าความบันเทิง จนกระทั่งได้ดู Mother! เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่มันหนังที่ทำให้ต้องมาคิดทบทวนว่าเราดูหนังไปทำไม ดูสนุกๆ ตามโปรแกรมใหม่ๆ,  ดูไว้เป็นวัตถุดิบสำหรับการตีความ ชนิดที่ผู้กำกับได้ยินแล้วก็คงยิ้มๆ ไม่พูดว่าอะไร, ดูเพื่อหาประสบการณ์ชนิดที่ไม่มีทางจะไปเจออะไรแบบนี้ในสื่ออื่น หรือแม้แต่ในชีวิตจริง
 
อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด ผมไม่ใช่คนดูหนังเพื่อละลายเวลาและเงินทิ้ง อยากจะบอกว่าเห็นลุงๆ แบบนี้ก็ดูหนังยากๆ มามากมายเกือบตลอดครึ่งแรกของชีวิต เคยเขียนวิจารณ์หนังอยู่หลายปีในสมัยแรกที่ทำนิตยสาร วิจารณ์ตั้งแต่โกโบริไปจนถึงเบรซง  ดูหนังตั้งแต่สมัยที่ยังโหลดมาดูไม่ได้ ต้องตะเกียกตะตายไปตามสถาบันวัฒนธรรมต่างชาติและตามเทศกาลหนัง คนที่ดูหนังฝรั่งเศส โดยเฉพาะสาย French New Wave  จะรู้ดีถึงที่มาของคำว่า “ฟิน” ซึ่งพูดกันจนติดปากในสมัยนี้ คือตอนอยู่ในโรงหนัง ถ้าไม่เห็นคำว่า FIN ขึ้นบนจอ บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าหนังมันจบแล้ว จะมีอารมณ์โดนทุ่นทางความรู้สึก เหมือน - อ้าวจบอย่างนี้ได้ด้วยหรือวะ - เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดกับแฟนสายหนังอาร์ต โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังหัดดูหนังยากๆ
 
ผมตามดูหนังที่เขาว่ากันว่าดี มีศักดิ์ศรีเป็นแม่ไม้หนังสากลซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของทั้งคนทำและคนดูหนัง (หลายเทคนิคซึ่งเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดาในหนังอย่างจั๊มป์คัต หรือกล้องเคลื่อนไหวตามคนเล่นจนชวนให้เวียนหัว หรือลำดับการเล่าเรื่องซึ่งห่างไกลจากคำว่าเส้นตรง เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสมัยก่อนโน้นเมื่อมีผู้กำกับกล้าๆ เอาเทคนิคพวกนี้มาใช้ และใช้ได้อย่างโคตรเท่)  
ถ้าไม่งั้นก็ต้องเสาะหาดูหนังของผู้กำกับระดับเทพซึ่งใช้ภาษาหนังได้ลุ่มลึกเหลือเกิน หรือเป็นหนังที่ดาราคนนั้นคนนี้เล่น เป็นดาราที่เล่นหนังเก่งมาก เก่งจนดูแล้วขนลุก เก่งจนอยากจะกราบ ฯลฯ หนังเรื่องอะไรที่เขาว่าวิเศษเลอเลิศ ดูรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เมื่อดูไม่รู้เรื่องก็พากันคิดกันหัวแทบแตกตามประสาเด็กวัยรุ่น - มันต้องมีความหมายอะไรแฝงอยู่สิ ถ้าดูแล้วไม่รู้เรื่องแบบนี้ คนทำหนังมันจะทำมาเพื่อ...เพื่อตีรวนทางความคิดและความรู้สึกของคนดูงั้นหรือ
 
กลับมาสู่ปี 2017 สู่หนังเรื่อง Mother! กันต่อ
 
หนังเรื่องนี้แตกต่าง ไม่ใช่ว่ามันไม่บันเทิง เพราะไม่งั้นคงดูไม่จบ เรื่องราวของสามีภรรยา สามีเป็นกวีไฟศิลปินมอด (Jarvia Bardem) อยู่ในภาวะติดขัด เขียนไม่ออก วันๆ ก็มองหาแรงบันดาลใจจากการออกไปเดินเล่นคนเดียวตอนเช้ามืด (ปล่อยให้เมีย แสดงโดย Jennifer Lawrence นอนหนาวอยู่คนเดียว) สามีชอบสุมหัว (ชนิดมองข้ามหัวเมียไปเลย และบ่อยครั้งด้วย) คลุกคลีกับคนที่ไม่รู้จักกระทั่งหัวนอนปลายตีน อย่างหมอวัยดึกผู้ติดบุหรี่และไออย่างคนใกล้ตาย (Ed Harris) กับเมียวัยป้าเซ็กซี่ที่จิกกัดเมียสาวชนิดไม่เกรงใจเจ้าของบ้าน (Michell Pfieffer) สองคนนี้ตีมึนเข้ามานอน (ชงเหล้าเละทั้งครัว รวมทั้งเล่นเสียวบนโซฟา) ในบ้านซึ่งเมียสาวกำลังเทหัวใจซ่อมแซมและตกแต่ง “ฉันอยากให้มันเป็นสวรรค์” เธอบอก
 
แต่เมื่อเรื่องดำเนินต่อไป บ้านหลังนี้ก็ห่างไกลจากความเป็นสวรรค์ไปทุกที จากเริ่มเรื่องที่เราเห็นแต่โลกส่วนตัวของสามีภรรยาในบ้านหลังใหญ่มากหลังนี้ เราได้ยินทุกเสียงลั่นของไม้กระดานในทุกก้าวที่เท้าเปล่าของเมียเหยียบย่างเพื่อทำหน้าที่เมียๆ (และคนซ่อมบ้าน)  เราเห็นใบหน้าอิ่มเอิบของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนส์ ราวกับกำลังยืนใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจของเธอ ในตอนท้ายเรื่อง เสียงเดียวที่เราได้ยินคือเสียงระงมจนอยากจะอุดหู บรรดาแฟนหนังสือซึ่งสามีผู้เป็นกวีใช้เป็นแรงบันดาลใจในการดำรงฐานะกวี ช่วงหลังของเรื่องเราได้ยินเสียงของเมียร้องไล่ดังแทรกขึ้นอย่างไร้ผล
 
แล้วหนังก็เปลี่ยนสกุลของตัวเองกลางคันจากหนังดราม่าความร้าวฉานของผัวเมียซึ่งต้องติดกับอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน กลายเป็นหนังอีกสกุลหน้าตาเฉย แบบเดียวกับที่รอดิเกซเปลี่ยน From Dark Till Dawn จากหนังสกุลแก๊งโจรสถุลซึ่งจับคนดีๆ เป็นตัวประกัน มาเป็นสกุลหนังแวมไพร์ซะก่อนจะหมดครึ่งชั่วโมงแรกด้วยซ้ำ ที่เราเดาๆ เอาจากหนังตัวอย่างว่า Mother! น่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เอาเข้าจริงมันหลุดโลกอย่างเดายากยิ่ง แต่หนังซึ่งพลิกโผนี้มันดำเนินเรื่องอย่างเข้มข้นในทุกองค์ประกอบของหนัง จนเราเลิกตั้งคำถาม (อย่างเมียกินยาอะไรทุกครั้งที่เกิด panic attack? ตกลงนางหลอนเอาเองตลอดเรื่อง? ไอ้บ้านหลังนี้มันอยู่ที่ไหน? ทำไมจึงเหมือนเป็นฉากละคร? นี่มันสมัยไหนกันแน่? ไอ้แผลเน่าบนพื้นมันคืออะไร? ทำไมดูหนังเรื่องนี้แล้วจึงมีภาพจำจากหนังเรื่องอื่นๆ อย่าง Shining?  [นักเขียนเขียนไม่ออกอยู่ในโรงแรมหลังใหญ่กับครอบครัวตามลำพังอย่างเครียดจนต้องฆ่า] อย่าง Rosemary’s Baby? [เมื่อสามีไม่เห็นลูกแบเบาะเป็นลูก แต่เห็นเป็นสิ่งอื่น] หรือกระทั่งอย่าง Eraserhead? [เมื่อผู้กำกับสร้างโลกของความประหลาดทั้งภาพและเสียงที่กระหน่ำเราอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดูไม่รู้เรื่อง แต่ไม่ดูไม่ได้]
 
ผมขอหยุดเขียนถึงหนัง Mother! ไว้แค่นี้ ด้วยเหตุผลว่า
1) เนื่องจากหนังดำเนินเรื่องไปในทิศทางที่เราคาดเดาได้ยาก บิดพล็อตทีนึงเราก็ร้องในใจว่า “เอาซี่ๆ” การเขียนเล่าเรื่องในบทวิจารณ์มันคือสปอยล์ ผิดมารยาท ถ้าเผลอสปอยล์ไปบ้างก็ขออภัย
 
2 ) ถ้าไม่เล่าพล็อต งั้นช่วยชี้แนะหรือตีความหน่อยได้ไหม ขอบอกว่าไม่ได้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้มีคนตีความไปแล้วมากมาย ล้วนแต่ฉลาดๆ และเฉียบคม มีการตีความของผมเพิ่มอีกหนึ่ง ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับใครทั้งนั้น
 
3) ไม่เล่าพล็อต ไม่ช่วยตีความ แล้วพี่มาเขียนบทวิจารณ์ Mother! หาพระแสงอะไรเนี่ย คำตอบคือหนังแบบนี้ แบบที่ผู้กำกับใส่กึ๋น ทั้งด้านเรื่องราวและเทคนิคบีบคั้นอารมณ์และความคิดขนาดนี้ ความสนุกมันอยู่ที่เราจะ “ตีความตามภูมิหลังทางปัญญา” ว่าอะไร หรือไปทางไหนก็ได้ คนที่ถนัดศาสนาวิทยาก็คงตีความไปในทางศาสนาคริสต์ (ซึ่งเราคนไทยส่วนใหญ่จะรู้เรื่องกับเขามั้ย) คนที่ถนัดเฟมินิสต์ก็คงตีความไปในเรื่องความเป็นแม่ผู้ผดุงโลก (ของผู้ชาย) คนที่ถนัด คนที่ฝักใฝ่เรื่องจิตวิญญาณอาจนึกว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับตำนานแห่งชีวิตคู่ก็เป็นได้
 
4) เพียงอยากจะบอกว่าหนังเป็นงานศิลปะ ไม่ใช่เนื้อความที่เปิดกางออกให้เราเสาะหาความหมายด้วยทฤษฎีหรือหลักการฉลาดๆ ที่เรามักใช้เป็นที่พึ่งเวลาต้องเผชิญหน้ากับการตีรวนทางปัญญาแบบนี้ เราความ” ตีความตามความรู้สึก” ผมอยากจะแนะว่า นั่งดูหนังแบบนี้ไปเถอะ ปล่อยให้มันปั่นหัวคุณ เร้าความรู้สึก อารมณ์ทั้งหลายแหล่ (เรื่องที่เกิดในบ้านหลังนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องใกล้ตัว ในยุคที่เราใช้คำว่า “มนุษย์ป้า” จนติดปาก) ปล่อยตัวปล่อยใจไป ไม่ต้องไปแค่นหาทฤษฎีฉลาดๆ เพราะมันอาจไม่เกี่ยวกับกับตัวคุณเลยก็ได้ เผลอแป๊บเดียว คำตอบมันจะมาสะกิดอยู่ในหัวว่า...อ๋อ หนังมันทำให้คุณนึกถึงชีวิตของคุณตอนนั้น เป็นช่วงเวลาที่ลืมไปแล้ว เพราะอยากจะลืม มันทำให้คุณอยากจะร้องไห้ ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดในหนัง แต่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ เมื่อนานมาแล้ว คุณฝังมันจมไปแล้ว
 
จนคืนที่ Mother! มาขุดมันขึ้นมาในความรู้สึกอีกครั้ง
 
รีวิว
ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เรื่อง Wonder Woman  นี้ เจ้าตำรับคือ DC ได้เขียนเป็นการ์ตูนไว้ตั้งแต่ปี 1941
และได้รับความนิยมจากผู้อ่านไม่น้อย ซึ่งหาไม่ง่ายที่ฮีโร่ผู้หญิงจะได้รับความสนใจเช่นนี้
" หนัง The Mummy ตัวเปิดความสนุกของซีรี่ย์ Dark Universe ของค่าย Universal  ที่สร้างออกมาได้น่าผิดหวังไม่น้อย  แม้จะมีพระเอก ทอม ครูซ นำแสดง "